ฉันยังมีขาอีกข้างหนึ่ง

posted on 13 Jun 2012 06:44 by thatthebee in books directory Knowledge
 
 
 
ฉันยังมีขาอีกข้างหนึ่ง : โจวต้ากวน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
1
 
หนังสือเล่มนี้สะดุดตาฉันบนตู้หนังสือในหอสมุด
ก็ด้วยขนาดของเล่มที่เล็กหนักหนาแต่ชื่อหนังสือกินใจเหลือเกิน
จะพูดอย่างไรดี รูปประกอบก็ดูเด็กน้อยน่ารัก ฟ้อนท์ก็ดูสนุกสนานหากเทียบกับความหมายของชื่อเรื่อง
 
ในตอนแรกฉันคิดว่ามันคงเป็นเพียงหนังสือสำหรับเด็ก
คำว่า "ยัง" ก็ดูจะให้กำลังใจอยู่บ้าง
แต่ภายในเล่มสอนฉันได้มากกว่ากำลังใจ
มันคือการ "ให้" กำลังใจ เมื่อเรา "ยัง" มีบางอยู่พอที่จะทำได้อยู่
ฉันจึงเลือกที่จะปัดฝุ่นบล๊อคคร่ำครึ
ด้วยหวังว่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะ "ให้" ผู้คนมากมาย
ให้รู้ว่าตนเอง "ยัง" มีขาถึงสองข้าง
และที่สุดคือ "ยัง" มีหัวใจที่เต้นอยู่
 
 
 
2
 
"ฉันยังมีขาอีกข้างหนึ่ง"
เป็นกวีบทสั้นเหมือนกลอนเปล่า
เกี่ยวกับทัศนคติของคนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง
ต่อผู้คนรอบตัวเขา ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง คุณหมอ
และที่สำคัญ มะเร็งร้ายที่ทำให้เขาต้องตัดขาทิ้ง
และพรากร่างกายเขาไปจากชีวิตในที่สุด
 
ระหว่างการรักษา
เขาได้เขียนบทกวีเหล่านี้ขึ้นมา
เพื่อเหตุผลหลายๆประการ
ทั้งเพื่อตัวของเขาเอง
เพื่อครอบครัวของเขา
และจากบทสัมภาษณ์ 
เขาเน้นย้ำกับครอบครัวว่าให้เผยแพร่บทกวีของเขา
เพื่อความรู้สึกเข้มแข็งและมุมมองแบบเขาจะถ่ายทอดไปสู่ผู้ป่วยรายอื่น
รวมถึงญาติของผู้ป่วยด้วย
 
 
 
 
3
 
วันที่ 5 พฤษภาคม 1996 
พ่อแม่ประคองฉันเข้าห้องผ่าตัดครั้งแรก 
เด็กชายกังวัลเขามาเป็น...เพื่อนบ้าน 
เด็กหญิงสงบก็เป็น...เพื่อนบ้าน...เหมือนกัน 
ฉันเลือก..เด็กหญิงสงบ...เป็นเพื่อนบ้าน.
 
ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้คือกำลังใจ
และความคิดของผู้แต่งที่สามารถมองปัญหาที่หนักหนาในชีวิต
ถ่ายทอดออกมาเป็นบทกวี
เพื่อจะให้ผู้อื่นได้รับรู้ถึงความเล็กน้อยของปัญหาเหล่านั้น
เมื่อมองในมุมมองเช่นเดียวกับเขา
 
 
 
 
“คุณหมอคือผู้พิพากษา พิพากษาโทษจำคุกตลอดชีวิต
แต่ว่าฉันคือผู้ป่วยไม่ใช่นักโทษ
ฉันจะเดินออกไปข้างนอกอย่างกล้าหาญ ”
 
 
 
 
 
 
4
 
โจวต้ากวนได้เข้าร่วมประชุมกับคณะแพทย์ที่รักษาเขา
เพื่อหาวิธีในการรักษาขั้นต่อไป
 
"แต่ว่าฉันคือผู้ป่วยไม่ใช่นักโทษ"
 
ผลสรุปหลังการประชุมคือ
...ไม่มีหนทางในการรักษาอีก...
 
หลังการประชุม
เขาได้กล่าวขอบคุณหมอ พยาบาล และครอบครัวของเขา
และเขียนบทกวีบทดังกล่าวขึ้น
 
 
 
 
 
 
5
 
 
 
นี่คือโจวต้ากวนในวัยที่ห่างจากที่เขาเขียนบทกวีนี้ไม่กี่ปี
และเป็นเวลาเดียวกับที่เขาเป็นโรคร้ายโดยไม่รู้ตัว
รวมถึงการที่ต้องจากโลกนี้ไป
 
โจวต้ากวนเกิดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 1987
และเสียชีวิตในเช้าวันที่ 18 พฤษภาคม 1997
รวมอายุแล้ว 10 ปี
 
อ่านเขียนกวีคล่องตั้งแต่อายุห้าขวบ
เป็นเด็กผู้มีพรสวรรค์ทางด้านดนตรี โดยเฉพาะไวโอลิน
ได้ไปเที่ยวกับครอบครัวที่อเมริกากลางและอเมริกาใต้
จากนั้นตรวจพบมะเร็งที่กล้ามเนื้อลายซึ่งน้อยคนจะเป็นนัก
เขามีชีวิตอยู่ต่ออีกระยะหนึ่งพอที่จะเขียนบทกวีเหล่านี้ขึ้นมา
 
ทางครอบครัวได้ทำการจัดพิมพ์หนังสือตามความปรารถนาของเขา
รายได้เป็นทุนสมทบมูลนิธิของโจวต้ากวน
เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งและผู้ยากไร้ในชนบท
 
 
แม้โจวต้ากวนจะมีขาเพียงข้างเดียว
แต่เขาก็มีหัวใจที่เข้มแข็งนัก
 
 
 
มอบให้ทุกคน
13/6/2555
 
 
 
 
 
วีดีโอเกี่ยวกับหนังสือและชีวิตของโจวต้ากวน
 
 
 
 
 
 
 


 
 
 
 
 
 
 

[Review] Indonesia Trip:General

posted on 21 May 2012 14:32 by thatthebee directory Travel

 

 

Review Indonesia Trip 18-25 Apr 2012


รีวิวทริปอินโดนีเซีย วันที่ 18-25 เมษายน 2012

จำนวนผู้ร่วมทริป 5 คน

 

ต้องบอกก่อนว่าทริปนี้เป็นทริป(เกือบจะ)แบคแพคทริปแรก พยายามจะเขียนให้ละเอียดที่สุดเพื่อบันทึกความทรงจำและเป็นประโยชน์กับคนที่จะไปต่อๆไปเหมือนที่เราได้หาข้อมูล ซึ่งที่จริงก็มีล้นหลามในอินเตอร์เน็ต แต่ต้องขอบอกว่าใครที่จะไปอินโดนีเซีย โดยเฉพาะบาหลีช่วงนี้ต้องคิดหนักหน่อย เพราะตอนนี้บาหลีเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างเต็มตัว ราคาหลายๆอย่างเพิ่มขึ้นมากจากรีวิวที่เคยอ่าน 

 

 

D-Bali

C-Surabaya (Java Island)

B-Yogyakarta (Java Island)

 

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับอินโดนีเซีย

อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีหมู่เกาะเยอะมากและมีขนาดใหญ่ ตั้งอยู่แถบเส้นศูนย์สูตรของโลก มีอากาศแบบร้อนชื้น ฝนตกชุกเป็นปกติ มีสองฤดูคือฤดูร้อนกับฤดูฝน อุณหภูมิอยู่ที่ 25-35 องศาเซลเซียส ทั้งนี้อุณหภูมิแต่ละที่ก็ขึ้นกับสภาพแวดล้อม ถ้าเป็นเมืองใหญ่ก็จะร้อนมาก แต่ถ้าอยู่ในแถบป่าไม้อากาศก็จะค่อนข้างเย็น ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ภาษาสากลคือภาษาอินโดนีเซีย (bahasa Indonesia) เมืองที่สำคัญคือ จาร์กาต้า ซึ่งเป็นเมืองหลวง สุราบายาเมืองใหญ่อันดับสอง บันดุง ยอร์กยาการ์ตา และ บาหลีเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่ง

อินโดนีเซียไม่จำเป็นต้องใช้วีซ่าในการเดินทางเข้าประเทศ(ในกรณีพักอยู่ในอินโดไม่เกิน 6 เดือน) แต่ตรวจพาสปอร์ตว่ายังไม่หมดอายุ(ก่อนหมด 6 เดือน)ก็แล้ว เที่ยวบินจากไทยไปอินโด มีลงทั้ง จาร์กาต้า สุราบายา และ บาหลี

เรื่องวัฒนธรรมที่ควรทราบคือไม่ควรใส่เสื้อสีดำไปไม่ว่ากรณีใดๆเนื่องจากเป็นเสื้อสำหรับใส่ไปงานศพ ควรรับของด้วยสองมือจะเป็นเรื่องดีมาก และไม่ควรสัมผัสศีรษะไม่ว่ากับเด็กหรือผู้ใหญ่(คนอินโดก็ถือเรื่องหัวเป็นของสูงเหมือนไทยนั่นแล)

 

มะละกอ ที่บาหลี หน้าตาก็คล้ายๆที่ไทยนี่ล่ะค่ะ แต่ผลไม้รับประกันที่ไทยอร่อยกว่า คอนเฟิร์ม!

 

ความแตกต่างของเกาะชวาและบาหลี

เนื่องจากไปมาแค่สองเกาะ ก็ขอพูดถึงแค่สองเกาะนี้ละกันนะคะ เกาะชวานั้นเป็นเกาะใหญ่ มีประชากรจำนวนมาก หากใครบินไปลงจาร์กาต้าก่อนก็ขอให้ทำใจเอาไว้ว่าจะได้เจอกับสภาพการจราจรที่ติดขัดหนักหนาสาหัสยิ่งกว่ากรุงเทพชั่วโมงเร่งด่วน(และจะเป็นอย่างนั้นตลอด 24 ชั่วโมงสำหรับจาร์กาตา) เนื่องจากไม่มีแม้แต่ไฟจราจรในบางพื้นที่ สิ่งที่น่าสนใจของจาร์กาต้าก็มีห้างหรูขนาดใหญ่(กว่าเซ็นทรัลเวิร์ลหลายเท่า) และเมืองเก่าในจาร์กาต้า ถ้าเป็นไปได้ใช้เวลาอยู่ที่นี่สักหนึ่งคืนน่าจะเพียงพอ สุราบายาเป็นเมืองใหญ่อีกเมืองหนึ่ง แต่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวที่โดดเด่น หากใครบินลงที่นี่ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ใกล้ที่สุดคือ ภูเขาไฟโบรโม ยอร์กยาการ์ต้า เป็นเมืองที่น่าสนใจเพราะเป็นศูนย์กลางการเดินทางท่องเที่ยวของbackpacker เนื่องจากมีทัวร์มากมายที่จะแจกจ่ายคนไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆเช่น บุโรพุทโธ(อยู่ไม่ไกลจากยอร์กยานักเดินทางประมาณสองชั่วโมง) เดียงปาตู ฯลฯ อีกทั้งยังมีทัวร์ราคาถูกน่าสนใจอีกมากมาย เช่น sosro  tour

 

เกาะชวาผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม โดยรวมยังมีสภาพความเป็นอยู่แบบชาวบ้าน ไม่เป็นเมืองท่องเที่ยวมากนัก สามารถหาอาหารพื้นเมืองทานได้ ราคาถูกและง่ายกว่าบาหลีมาก การเดินทางมีpublic bus ค่อนข้างสะดวกในตัวเมือง แต่คนชวานอกจากพูดภาษาอินโดนีเซียที่เป็นภาษาหลักแล้ว เขายังพูดภาษาชวากันอีกด้วย หากใครมีแปลนจะไปอยู่บนเกาะนี้นานๆ ก็แนะนำให้ฝึกสกิลภาษาอินโดไว้ จะดีมากถ้าเป็นภาษาชวา เพราะคนที่นี่พูดอังกฤษได้น้อยหากเทียบกับบาหลี

บรรยากาศทานบุฟเฟ่วิวพาโนรามาภูเขาไฟกลางบาหลีแบบนี้ต้องแลกมากับเงิน 100,000 idr แต่ก็คุ้มค่ะ

 

ที่บาหลีในปัจจุบันกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเต็มตัว อาหาร ภาษา ที่พัก ค่อนข้างจะเป็นสากล คนส่วนใหญ่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างสบาย อาหารแบบอิตาลี อังกฤษ อเมริกัน หรือจะเป็นฟิวชัน ที่นี่มีหมด แต่อาหารพื้นเมืองนั้นหาได้ยากพอสมควร และด้วยความเป็นเมืองท่องเที่ยวทำให้ราคาอาหาร ค่าเข้าชม ที่พัก หรือแม้แต่ที่จอดรถก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด โดยเฉพาะในช่วงhigh season (พ.ค.-มิ.ย.)ซึ่งจะเป็นช่วงหน้าร้อนของบาหลี ราคาทุกอย่างอาจขึ้นจากปกติถึงเท่าตัว เพราะฉะนั้นก่อนไปเช็คราคาตามช่วงเวลานั้นๆก็จะดีมากๆนะคะ  (ส่วนช่วงส.ค.-ก.ย. เป็นช่วงที่เหมาะกับการดำน้ำ มักมีชาวออสเตรเลียมาจำนวนมาก)

นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญของการไปเที่ยวอินโดนีเซียคือสกิลการต่อราคาค่ะ เป็นสิ่งที่จำเป็นมากหากต้องการควบคุมค่าใช้จ่าย เพราะหากเขาเห็นเป็นนักท่องเที่ยวหน้าตาไร้เดียงสา ออกมาจากสนามบินค่าแท๊กซี่ก็โดนฟันราคาเท่าสองเท่าได้แล้วค่ะ แต่ถ้าหากว่าต้องการเที่ยวแบบสบายใจมาพักผ่อนกับครอบครัว หรือไม่จำเป็นต้องสนใจกับค่าใช้จ่ายมากนัก แนะนำว่าพักโรงแรมหรูๆ ทานอาหารดีๆที่นี่ได้บรรยากาศมากจริงๆค่ะ (สามารถจองรองแรมได้จาก agoda.com)

 
 
เอนทรีต่อไปจะมาพูดถึงเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆนะคะ :)

ความรู้ vs ความคิด

posted on 29 May 2011 18:51 by thatthebee

  • มีอาจารย์ท่านหนึ่ง(ตอนม.ปลาย)เคยเล่าเรื่องน่าสนใจไว้เกี่ยวกับ "ความรู้และความคิด" 

 

 
 

  • มีเด็กชายคนหนึ่ง(อาจารย์เรียกว่าเด็กนรก) อยู่ป.5 เดินมาหาอาจารย์แล้วกล่าวอย่างไร้เดียงสา "ผมท่องตารางธาตุได้หมดเลย คุณครูที่โรงเรียนบอกว่าผมเก่งมากด้วย อาจารย์ท่องได้รึเปล่า" (จริงๆคิดว่าอาจารย์ท่องไม่ได้นะ ตอนนี้จขบ.ก็ท่องไม่ได้ 55+)

  • หลังจากนั้นอาจารย์ก็เล่าต่อถึงเด็กชายชาวออสเตรเลียอยู่ป.5(เกรด5)เช่นเดียวกัน นาซ่าได้ออกกิจกรรมเล็กๆส