ฉันยังมีขาอีกข้างหนึ่ง

posted on 13 Jun 2012 06:44 by thatthebee in books directory Knowledge
 
 
 
ฉันยังมีขาอีกข้างหนึ่ง : โจวต้ากวน
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
1
 
หนังสือเล่มนี้สะดุดตาฉันบนตู้หนังสือในหอสมุด
ก็ด้วยขนาดของเล่มที่เล็กหนักหนาแต่ชื่อหนังสือกินใจเหลือเกิน
จะพูดอย่างไรดี รูปประกอบก็ดูเด็กน้อยน่ารัก ฟ้อนท์ก็ดูสนุกสนานหากเทียบกับความหมายของชื่อเรื่อง
 
ในตอนแรกฉันคิดว่ามันคงเป็นเพียงหนังสือสำหรับเด็ก
คำว่า "ยัง" ก็ดูจะให้กำลังใจอยู่บ้าง
แต่ภายในเล่มสอนฉันได้มากกว่ากำลังใจ
มันคือการ "ให้" กำลังใจ เมื่อเรา "ยัง" มีบางอยู่พอที่จะทำได้อยู่
ฉันจึงเลือกที่จะปัดฝุ่นบล๊อคคร่ำครึ
ด้วยหวังว่าจะเป็นหนทางหนึ่งที่จะ "ให้" ผู้คนมากมาย
ให้รู้ว่าตนเอง "ยัง" มีขาถึงสองข้าง
และที่สุดคือ "ยัง" มีหัวใจที่เต้นอยู่
 
 
 
2
 
"ฉันยังมีขาอีกข้างหนึ่ง"
เป็นกวีบทสั้นเหมือนกลอนเปล่า
เกี่ยวกับทัศนคติของคนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง
ต่อผู้คนรอบตัวเขา ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง คุณหมอ
และที่สำคัญ มะเร็งร้ายที่ทำให้เขาต้องตัดขาทิ้ง
และพรากร่างกายเขาไปจากชีวิตในที่สุด
 
ระหว่างการรักษา
เขาได้เขียนบทกวีเหล่านี้ขึ้นมา
เพื่อเหตุผลหลายๆประการ
ทั้งเพื่อตัวของเขาเอง
เพื่อครอบครัวของเขา
และจากบทสัมภาษณ์ 
เขาเน้นย้ำกับครอบครัวว่าให้เผยแพร่บทกวีของเขา
เพื่อความรู้สึกเข้มแข็งและมุมมองแบบเขาจะถ่ายทอดไปสู่ผู้ป่วยรายอื่น
รวมถึงญาติของผู้ป่วยด้วย
 
 
 
 
3
 
วันที่ 5 พฤษภาคม 1996 
พ่อแม่ประคองฉันเข้าห้องผ่าตัดครั้งแรก 
เด็กชายกังวัลเขามาเป็น...เพื่อนบ้าน 
เด็กหญิงสงบก็เป็น...เพื่อนบ้าน...เหมือนกัน 
ฉันเลือก..เด็กหญิงสงบ...เป็นเพื่อนบ้าน.
 
ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้คือกำลังใจ
และความคิดของผู้แต่งที่สามารถมองปัญหาที่หนักหนาในชีวิต
ถ่ายทอดออกมาเป็นบทกวี
เพื่อจะให้ผู้อื่นได้รับรู้ถึงความเล็กน้อยของปัญหาเหล่านั้น
เมื่อมองในมุมมองเช่นเดียวกับเขา
 
 
 
 
“คุณหมอคือผู้พิพากษา พิพากษาโทษจำคุกตลอดชีวิต
แต่ว่าฉันคือผู้ป่วยไม่ใช่นักโทษ
ฉันจะเดินออกไปข้างนอกอย่างกล้าหาญ ”
 
 
 
 
 
 
4
 
โจวต้ากวนได้เข้าร่วมประชุมกับคณะแพทย์ที่รักษาเขา
เพื่อหาวิธีในการรักษาขั้นต่อไป
 
"แต่ว่าฉันคือผู้ป่วยไม่ใช่นักโทษ"
 
ผลสรุปหลังการประชุมคือ
...ไม่มีหนทางในการรักษาอีก...
 
หลังการประชุม
เขาได้กล่าวขอบคุณหมอ พยาบาล และครอบครัวของเขา
และเขียนบทกวีบทดังกล่าวขึ้น
 
 
 
 
 
 
5
 
 
 
นี่คือโจวต้ากวนในวัยที่ห่างจากที่เขาเขียนบทกวีนี้ไม่กี่ปี
และเป็นเวลาเดียวกับที่เขาเป็นโรคร้ายโดยไม่รู้ตัว
รวมถึงการที่ต้องจากโลกนี้ไป
 
โจวต้ากวนเกิดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 1987
และเสียชีวิตในเช้าวันที่ 18 พฤษภาคม 1997
รวมอายุแล้ว 10 ปี
 
อ่านเขียนกวีคล่องตั้งแต่อายุห้าขวบ
เป็นเด็กผู้มีพรสวรรค์ทางด้านดนตรี โดยเฉพาะไวโอลิน
ได้ไปเที่ยวกับครอบครัวที่อเมริกากลางและอเมริกาใต้
จากนั้นตรวจพบมะเร็งที่กล้ามเนื้อลายซึ่งน้อยคนจะเป็นนัก
เขามีชีวิตอยู่ต่ออีกระยะหนึ่งพอที่จะเขียนบทกวีเหล่านี้ขึ้นมา
 
ทางครอบครัวได้ทำการจัดพิมพ์หนังสือตามความปรารถนาของเขา
รายได้เป็นทุนสมทบมูลนิธิของโจวต้ากวน
เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กโรคมะเร็งและผู้ยากไร้ในชนบท
 
 
แม้โจวต้ากวนจะมีขาเพียงข้างเดียว
แต่เขาก็มีหัวใจที่เข้มแข็งนัก
 
 
 
มอบให้ทุกคน
13/6/2555
 
 
 
 
 
วีดีโอเกี่ยวกับหนังสือและชีวิตของโจวต้ากวน
 
 
 
 
 
 
 


 
 
 
 
 
 
 

[Review] Indonesia Trip:General

posted on 21 May 2012 14:32 by thatthebee directory Travel

 

 

Review Indonesia Trip 18-25 Apr 2012


รีวิวทริปอินโดนีเซีย วันที่ 18-25 เมษายน 2012

จำนวนผู้ร่วมทริป 5 คน

 

ต้องบอกก่อนว่าทริปนี้เป็นทริป(เกือบจะ)แบคแพคทริปแรก พยายามจะเขียนให้ละเอียดที่สุดเพื่อบันทึกความทรงจำและเป็นประโยชน์กับคนที่จะไปต่อๆไปเหมือนที่เราได้หาข้อมูล ซึ่งที่จริงก็มีล้นหลามในอินเตอร์เน็ต แต่ต้องขอบอกว่าใครที่จะไปอินโดนีเซีย โดยเฉพาะบาหลีช่วงนี้ต้องคิดหนักหน่อย เพราะตอนนี้บาหลีเป็นเมืองท่องเที่ยวอย่างเต็มตัว ราคาหลายๆอย่างเพิ่มขึ้นมากจากรีวิวที่เคยอ่าน 

 

 

D-Bali

C-Surabaya (Java Island)

B-Yogyakarta (Java Island)

 

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับอินโดนีเซีย

อินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีหมู่เกาะเยอะมากและมีขนาดใหญ่ ตั้งอยู่แถบเส้นศูนย์สูตรของโลก มีอากาศแบบร้อนชื้น ฝนตกชุกเป็นปกติ มีสองฤดูคือฤดูร้อนกับฤดูฝน อุณหภูมิอยู่ที่ 25-35 องศาเซลเซียส ทั้งนี้อุณหภูมิแต่ละที่ก็ขึ้นกับสภาพแวดล้อม ถ้าเป็นเมืองใหญ่ก็จะร้อนมาก แต่ถ้าอยู่ในแถบป่าไม้อากาศก็จะค่อนข้างเย็น ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ภาษาสากลคือภาษาอินโดนีเซีย (bahasa Indonesia) เมืองที่สำคัญคือ จาร์กาต้า ซึ่งเป็นเมืองหลวง สุราบายาเมืองใหญ่อันดับสอง บันดุง ยอร์กยาการ์ตา และ บาหลีเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่ง

อินโดนีเซียไม่จำเป็นต้องใช้วีซ่าในการเดินทางเข้าประเทศ(ในกรณีพักอยู่ในอินโดไม่เกิน 6 เดือน) แต่ตรวจพาสปอร์ตว่ายังไม่หมดอายุ(ก่อนหมด 6 เดือน)ก็แล้ว เที่ยวบินจากไทยไปอินโด มีลงทั้ง จาร์กาต้า สุราบายา และ บาหลี

เรื่องวัฒนธรรมที่ควรทราบคือไม่ควรใส่เสื้อสีดำไปไม่ว่ากรณีใดๆเนื่องจากเป็นเสื้อสำหรับใส่ไปงานศพ ควรรับของด้วยสองมือจะเป็นเรื่องดีมาก และไม่ควรสัมผัสศีรษะไม่ว่ากับเด็กหรือผู้ใหญ่(คนอินโดก็ถือเรื่องหัวเป็นของสูงเหมือนไทยนั่นแล)

 

มะละกอ ที่บาหลี หน้าตาก็คล้ายๆที่ไทยนี่ล่ะค่ะ แต่ผลไม้รับประกันที่ไทยอร่อยกว่า คอนเฟิร์ม!

 

ความแตกต่างของเกาะชวาและบาหลี

เนื่องจากไปมาแค่สองเกาะ ก็ขอพูดถึงแค่สองเกาะนี้ละกันนะคะ เกาะชวานั้นเป็นเกาะใหญ่ มีประชากรจำนวนมาก หากใครบินไปลงจาร์กาต้าก่อนก็ขอให้ทำใจเอาไว้ว่าจะได้เจอกับสภาพการจราจรที่ติดขัดหนักหนาสาหัสยิ่งกว่ากรุงเทพชั่วโมงเร่งด่วน(และจะเป็นอย่างนั้นตลอด 24 ชั่วโมงสำหรับจาร์กาตา) เนื่องจากไม่มีแม้แต่ไฟจราจรในบางพื้นที่ สิ่งที่น่าสนใจของจาร์กาต้าก็มีห้างหรูขนาดใหญ่(กว่าเซ็นทรัลเวิร์ลหลายเท่า) และเมืองเก่าในจาร์กาต้า ถ้าเป็นไปได้ใช้เวลาอยู่ที่นี่สักหนึ่งคืนน่าจะเพียงพอ สุราบายาเป็นเมืองใหญ่อีกเมืองหนึ่ง แต่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวที่โดดเด่น หากใครบินลงที่นี่ก็มีสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ใกล้ที่สุดคือ ภูเขาไฟโบรโม ยอร์กยาการ์ต้า เป็นเมืองที่น่าสนใจเพราะเป็นศูนย์กลางการเดินทางท่องเที่ยวของbackpacker เนื่องจากมีทัวร์มากมายที่จะแจกจ่ายคนไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆเช่น บุโรพุทโธ(อยู่ไม่ไกลจากยอร์กยานักเดินทางประมาณสองชั่วโมง) เดียงปาตู ฯลฯ อีกทั้งยังมีทัวร์ราคาถูกน่าสนใจอีกมากมาย เช่น sosro  tour

 

เกาะชวาผู้คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม โดยรวมยังมีสภาพความเป็นอยู่แบบชาวบ้าน ไม่เป็นเมืองท่องเที่ยวมากนัก สามารถหาอาหารพื้นเมืองทานได้ ราคาถูกและง่ายกว่าบาหลีมาก การเดินทางมีpublic bus ค่อนข้างสะดวกในตัวเมือง แต่คนชวานอกจากพูดภาษาอินโดนีเซียที่เป็นภาษาหลักแล้ว เขายังพูดภาษาชวากันอีกด้วย หากใครมีแปลนจะไปอยู่บนเกาะนี้นานๆ ก็แนะนำให้ฝึกสกิลภาษาอินโดไว้ จะดีมากถ้าเป็นภาษาชวา เพราะคนที่นี่พูดอังกฤษได้น้อยหากเทียบกับบาหลี

บรรยากาศทานบุฟเฟ่วิวพาโนรามาภูเขาไฟกลางบาหลีแบบนี้ต้องแลกมากับเงิน 100,000 idr แต่ก็คุ้มค่ะ

 

ที่บาหลีในปัจจุบันกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวเต็มตัว อาหาร ภาษา ที่พัก ค่อนข้างจะเป็นสากล คนส่วนใหญ่สามารถพูดภาษาอังกฤษได้อย่างสบาย อาหารแบบอิตาลี อังกฤษ อเมริกัน หรือจะเป็นฟิวชัน ที่นี่มีหมด แต่อาหารพื้นเมืองนั้นหาได้ยากพอสมควร และด้วยความเป็นเมืองท่องเที่ยวทำให้ราคาอาหาร ค่าเข้าชม ที่พัก หรือแม้แต่ที่จอดรถก็เป็นเงินเป็นทองไปหมด โดยเฉพาะในช่วงhigh season (พ.ค.-มิ.ย.)ซึ่งจะเป็นช่วงหน้าร้อนของบาหลี ราคาทุกอย่างอาจขึ้นจากปกติถึงเท่าตัว เพราะฉะนั้นก่อนไปเช็คราคาตามช่วงเวลานั้นๆก็จะดีมากๆนะคะ  (ส่วนช่วงส.ค.-ก.ย. เป็นช่วงที่เหมาะกับการดำน้ำ มักมีชาวออสเตรเลียมาจำนวนมาก)

นอกจากนี้สิ่งที่สำคัญของการไปเที่ยวอินโดนีเซียคือสกิลการต่อราคาค่ะ เป็นสิ่งที่จำเป็นมากหากต้องการควบคุมค่าใช้จ่าย เพราะหากเขาเห็นเป็นนักท่องเที่ยวหน้าตาไร้เดียงสา ออกมาจากสนามบินค่าแท๊กซี่ก็โดนฟันราคาเท่าสองเท่าได้แล้วค่ะ แต่ถ้าหากว่าต้องการเที่ยวแบบสบายใจมาพักผ่อนกับครอบครัว หรือไม่จำเป็นต้องสนใจกับค่าใช้จ่ายมากนัก แนะนำว่าพักโรงแรมหรูๆ ทานอาหารดีๆที่นี่ได้บรรยากาศมากจริงๆค่ะ (สามารถจองรองแรมได้จาก agoda.com)

 
 
เอนทรีต่อไปจะมาพูดถึงเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆนะคะ :)

ความรู้ vs ความคิด

posted on 29 May 2011 18:51 by thatthebee

  • มีอาจารย์ท่านหนึ่ง(ตอนม.ปลาย)เคยเล่าเรื่องน่าสนใจไว้เกี่ยวกับ "ความรู้และความคิด" 

 

 
 

  • มีเด็กชายคนหนึ่ง(อาจารย์เรียกว่าเด็กนรก) อยู่ป.5 เดินมาหาอาจารย์แล้วกล่าวอย่างไร้เดียงสา "ผมท่องตารางธาตุได้หมดเลย คุณครูที่โรงเรียนบอกว่าผมเก่งมากด้วย อาจารย์ท่องได้รึเปล่า" (จริงๆคิดว่าอาจารย์ท่องไม่ได้นะ ตอนนี้จขบ.ก็ท่องไม่ได้ 55+)

  • หลังจากนั้นอาจารย์ก็เล่าต่อถึงเด็กชายชาวออสเตรเลียอยู่ป.5(เกรด5)เช่นเดียวกัน นาซ่าได้ออกกิจกรรมเล็กๆสำหรับเด็กให้เด็กแต่ละคนเสนอว่าจะเอาสัตว์อะไรขึ้นไปบนยานอวกาศถ้าเอาไปได้ เด็กหลายๆคนส่งคำตอบเข้าไปเป็นสัตว์เลี้ยงที่ตนรัก หรือสัตว์เลี้ยงที่ตนชอบ

  • แต่เด็กชายคนนี้อยากส่งไปเป็น แมงมุม นักวิทยาศาสตร์ได้ถามเหตุผลเด็กชายคนนั้น เขากล่าวว่า
 

  • "...ธรรมชาติของแมงมุมจะต้องสร้างรัง หรือว่า หยากไย่ ถ้าเราเอามันขึ้นไปบนอวกาศ และใช้กล้องส่องเพื่อดูลักษณะการยึดกันของเส้นใยบริเวณรอยต่อ เราจะสามารถสร้างยานอวกาศที่มีรอยต่อที่แข็งแรงที่สุดได้..."

  • ถามว่า ถ้าพรุ่งนี้โลกแตก คุณจะเลือกให้เด็กคนใดมีชีวิตอยู่...?

  • เด็กที่มีความรู้เกินกว่าเด็กทั่วไปในวัยเดียวกัน หรือ เด็กอีกคนที่มีความคิดเกินกว่าเด็กทั่วไปในวัยเดียวกัน...หรือบางทีอาจมากกว่า...

  • ความรู้มีหลากหลาย มาจากหลายแหล่ง หลายสื่อ หลายรูปแบบ ความคิดก็เช่นกัน

  • อย่าจำกัดความรู้อยู่แค่ในหนังสือ และอย่ากำจัดสื่ออื่นๆที่ให้ความรู้ เพียงเพราะเราคิดว่ามันไม่ใช่แหล่งความรู้

  • เพราะว่าสังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว และเราก็ต้องยอมรับว่าเด็กสมัยนี้ใช้ชีวิตอยู่หน้าจอสี่เหลี่ยมเยอะขึ้นเรื่อยๆ สื่อต่างๆก็เรียนรู้จากที่นี่ทั้งนั้น (หมายถึง ทีวี คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน โน้ตบุ๊ค) แม้แต่หนังสือก็จะน้อยลงเรื่อยๆ เพราะถูกเก็บอยู่ในรูปแบบของอีบุ๊คมากขึ้น

  • อันที่จริงคิดว่าวัยรุ่นอย่างเราหรือพวกปลายเจนY ต้น เจนZ คงจะเข้าใจกันดี เพราะเราได้ใช้เทคโนโลยีกันอย่างเต็มที่

  • แต่สำหรับปลายเจน x ต้น เจน y อย่างพ่อแม่ของเรานั้นมีโอกาสได้ใช้เทคโนโลยีน้อยกว่าเรา และเติบโตมาท่ามกลางสภาพสื่อที่แตกต่างไป ความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงสื่อ นั้นก็ไม่อาจดีเท่ารุ่นเรา

 

  • อีกอย่างที่เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจคือ พ่อแม่ของเราเห็นพ่อแม่ลำบากมาก่อน เห็นพ่อแม่เบบี้บูมเมอร์ต่อสู้ผ่านความอดอยาก แร้นแค้นจากภาวะสงครามเพื่อให้ลูกสบาย พร้อมทั้งปลูกฝังการเรียนสูงเพื่อเป็น หมอ เป็นวิศวกร หรืออาชีพอะไรก็ตามที่มีฐานะมั่นคง

 

  • พ่อแม่ของพวกเราเจนX เห็นพ่อแม่ลำบาก ก็ต้องตั้งใจเรียนหนังสือ ทำตามพ่อแม่คือ ทำมาหากิน หามรุ่งหามค่ำ เพื่อให้ลูกๆอย่างพวกเราได้สบาย งานเหนื่อยเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร ขอให้ลูกๆเกิดมามีกิน มีดี พร้อม พร้อมทั้งปลูกฝังความเชื่อเดียวกันในการเรียนสูงๆ เพื่อให้มีอาชีพที่มั่นคง

 

  • ก็จริงอย่างที่พ่อแม่หวัง เมื่อมีลูกๆ เจน Y อย่างเราๆ เราก็เกิดมามีเรียน มีกิน มีใช้ อยู่อย่างสุขสบาย และต้องได้เรียนสูงๆ จะได้ไม่ต้องลำบากเหมือนพ่อแม่

 

  • น่าเสียดาย...ที่เด็กรุ่นเราไม่ได้สัมผัสถึงการกัดฟันดิ้นรน จึงไม่รู้สึก (หรือรู้สึกน้อยกว่า) เพราะเกิดมาก็ มีกิน มีใช้ มีเรียน พร้อมแล้ว... ทั้งยังมีความคิดว่า การที่พ่อแม่บอกว่าให้จบมาเรียนสูงๆ มีงานทำ มันไม่เห็นจะได้สบายตรงไหนเลย ...ดูอย่างพ่อกับแม่สิ...

  • ข้อมูลอย่างข้างต้นนี้ เราสามารถหาอ่าน "ความรู้" ได้ทั่วไป ทั้งจากหนังสือ หรืออินเตอร์เน็ต แต่ "ความคิด" ที่จะสร้างสรรค์ให้ชีวิตพัฒนาไปนั้น มันอาจเป็นเรื่องที่ "ป้อน" กันได้ ยากกว่า

  • แต่แน่นอนที่ความคิดที่ดี ย่อมมาจากการได้รับความรู้ที่มีคุณภาพที่ดี ...และไม่ดี

 

  • การได้รับแต่ตัวอย่างที่ดี เป็นสิ่งที่ดี แต่อาจไม่ดีเท่ากับ การได้รับตัวอย่างความรู้ที่ดีและไม่ดีโดยผ่านการไตร่ตรองทางความคิดที่ดี เพราะในวิธีหลังจะทำให้เราสร้างความคิดที่สร้างสรรค์มากกว่า

  • เหมือนกับการกินอาหาร ถ้าหากเราไม่เคยได้กินอาหารอร่อยเลย เราก็ไม่อาจทำอาหารที่อร่อยไ้ด้ หรือถ้าเราเคยกินแต่อาหารอร่อย แต่เมื่อทำมาแล้วไม่เหมือนกับที่เคยกิน เราอาจจะคิดว่ามัน "พอกินได้" แต่จริงๆแล้วมันอาจจะ "ไม่อร่อยเลย" ก็ได้เช่นกัน

 

  • พ่อแม่ส่วนใหญ่(ในยุคปัจจุบัน) มักจะให้ลูกพบเจอแต่อาหารที่อร่อย เพราะตัวเองเคยลองชิมอาหารที่ไม่อร่อยมาแล้ว รู้ ว่ามันแย่ จึงไม่อยากให้ลูกของตัวเองได้เจอะเจอกับมัน

 

  • แต่มนุษย์ไม่เคยหลุดพ้นจากความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง อะไรที่ถูกห้าม ก็จะยิ่งเหมือนยุ  อะไรที่ห้ามทำ ก็ยิ่งต้องทำให้ได้  ขนมหวานสีสวยมันก็ไม่ได้แย่ไปซะหมด ...อย่างน้อยก็ในตอนที่กิน

  • ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าเราๆ มักจะหงุดหงิดเมื่อแม่ห้ามน้องๆไม่ให้ทำนู่นทำนี่ (เพราะตอนเด็กๆเราก็อยากทำ) อยากให้น้องๆ ลองเอง รู้เอง จะได้จำ ขณะที่พ่อแม่พยายามกันให้ออกห่าง พร้อมกับบอกว่า ของเลว ไม่ต้องลองก็รู้ว่าเลว ตัวอย่างก็มีอยู่มากมาย

  • การรับความรู้ทั้งสองอย่างก็เป็นประโยชน์เหมือนกัน และ การรับความรู้ทั้งสองแบบเราก็ไม่อาจตัดสินได้ว่าแบบใดดีกว่า เพราะว่าความรู้ที่ได้มามันคงจำเป็นจะต้องขึ้นกับความคิดที่มีอยู่ ว่าจะวิเคราะห์ข้อมูลอย่างไร

  • ในวันนี้ตอนเรากำลังเติบโตและแข็งแรง อาจจะมองของหวานสีสวยน่าลิ้มลอง ไม่อร่อยก็ทิ้งไป อร่อยก็กินต่อได้ รู้ว่าไม่ดีก็กินเป็นครั้งคราวไม่เสียหาย แต่หากเป็นในวันที่สิ่งมีชีวิตตัวเล็กกำลังเติบโต เขาไม่รู้อะไรและไม่อาจต้านทานภัยใดๆได้ 

 

  • ที่สำคัญคือหากสิ่งชีวิตเล็กๆอันอ่อนแอนั้นเกิดจากเรา เราก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าเราจะตัดสินใจมอบของหวานแสนสวยให้ ทั้งๆที่รู้คุณและโทษอยู่แล้ว ได้หรือเปล่า...?

 

  • บางทีเราอาจให้เด็กน้อยป.5 นั้งอยู่ในห้องนั่งเล่นท่องตารางธาตุ มากกว่าออกไปวิ่งเล่นให้เลอะโคลนหลังฝนตกเพื่อสอดส่องมองดูใยแมงมุมจนอาจจะไม่สบายก็เป็นได้...

เอนทรีนี้มีทั้งเนื้อหาสาระและข้อคิดเห็น กรุณาอย่านำไปใช้ในการอ้างอิงใดๆทั้งสิ้น

ขอขอบคุณรูปทุกรูปจากกูเกิ้ล

ขอขอบคุณเพื่อนในทุกคนที่เข้ามาอ่าน หากมีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ และ ขอให้ ติและแนะ ขอบคุณค่ะ

เข้ามาแล้วตกใจกับคอมเม้นในบล๊อคตัวเอง =[]=

เด็กไทย...ล้มไม่เป็น

posted on 26 May 2011 13:10 by thatthebee
 
 
 
 
 
 
 
 
  • บางทีก็รู้สึกว่าพ่อแม่สอนการบ้านลูกวัยอนุบาลเยอะเกินไปจนกลายเป็นชี้แนะในทางที่ลูกจะได้คะแนนมาก เน้นผลตอบรับมากกว่าวิธีการเรียนการสอน 

  • ไม่รู้ว่ารู้รึเปล่าว่าเป็นการปลูกฝังนิสัยสักแต่ทำให้เสร็จ มีส่ง คะแนนเยี่ยม แต่ลูกไม่ได้รับรู้ถึงกระบวนการคิดเลยว่าทำไปเพื่ออะไร

  • พ่อแม่บางคนแทบจะระบายสีแทนลูก บวกเลขแทนลูก ลูกทำผิดบอกให้แก้เดี๋ยวนั้นเลย ไม่เคยมีกากบาทสีแดงจากอาจารย์ กลัวไม่ได้ห้าดาวไม่ได้คะแนนเต็ม

  • ลูกเลยไม่รู้ว่าผิดเป็นยังไง รู้สึกว่าผิดเป็นเรื่องที่ต้องไม่เกิดขึ้นกับชีวิต ไม่เคยล้มด้วยตัวเอง ไม่กล้าล้ม ไม่รู้วิธีลุก อย่าโทษใครเลย

  • คือถ้าลองไปอ่านหนังสือของกระทรวงดีๆจะพบว่าหนังสือเขียนดีมาก(อ้างอิงจากหนังสือวิทยาศาสตร์มัธยม) มีการทดลอง กระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ทำให้เด็กสามารถ "เข้าถึง" บทเรียนได้อย่างดี

  • (น้องๆคนไหนไม่เคยเปิดหนังสือกระทรวงลองเปิดซะ ตอนเอนท์วิทยาศาสตร์พื้นฐาน อ่านกระทรวงอย่างเดียวไม่ต้องเรียนพิเศษทำได้แน่นอน)

  • ปัญหาของการศึกษาไทยในจุดนี้คือ ไม่มีเวลา

  • ที่ไม่มีเวลา อาจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่ง(และคาดว่าอาจารย์และเด็กหลายคน)เคยบอกว่าเพราะเนื้อหาในการเรียนทับซ้อนกันเกินไป เช่น ม.1 เรียนเรื่องการสังเคราะห์แสง ม.2ก็เรียนเรื่องการสังเคราะห์แสง จะเรียนสองรอบทำไม คำตอบที่เป็นความจริงคือ เด็กจำไม่ได้

  • ที่จำไม่ได้เพราะว่าเราเรียนเนื้อหากันเยอะมากกกกกก ในแต่ละรายวิชา ต่างอัดแน่น ยกตัวอย่างเช่น วิทยาศาสตร์ ม.1 เรียนเนื้อหา 3 บทในเวลา 1 เทอม คือ สี่เดือน ในสี่เดือนจัดเป็น 16 สัปดาห์ สัปดาห์ละสมมติว่า สี่คาบ คาบละ 50 นาที ตีเป็นหนึ่งชั่วโมง

  • แปลว่าเด็กน้อยเรียนวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 16x4 = 64 ชั่วโมง โอ้ 3 บท 64 ชั่วโมง หนึ่งบทประมาณ 21 ชั่วโมงล้นเหลือ!!!

  • จริงรึเปล่า? ลองมาดูกัน...จริงเลย เพราะว่าเราสามารถเรียนด้วยเวลาเท่านี้ได้อย่างสบายๆ

  • แต่...แต่... แต่!! โรงเรียนส่วนใหญ่(ขอเน้นย้ำอีกหลายๆรอบว่าส่วนใหญ่...) แก้ไขปัญหา "เนื้อหาการเรียนน้อยไป" ด้วยการ ยัดเยียดใส่ข้อมูลรายละเอียดที่เรียกกันว่า "เข้มข้น" ลงไปให้เด็ก เนื้อหาเข้มข้นนี้ก็คือเนื้อหาเฉพาะทางม.ปลาย เป็นต้น

  • เด็กก็เลยเหมือนเรียนเนื้อหาม.ต้น ควบ ม.ปลาย พออยู่ม.ปลาย ก็เรียนเนื้อหาควบ มหาลัย(จริงๆนะจ๊ะช =;;;)

  • แต่เด็กไม่ใช่คอมพิวเตอร์นะคะ จะได้จิ้มแฟลชไดรว์ ใส่ข้อมูลแล้วประมวลผลได้เลย พอความเข้าใจยังไม่แน่น ไปเรียนการประยุกต์ใช้ ระบบก็รวนสิคะ... เออเร่อ 

  • ไม่เข้าใจ ทำไม่ได้ เรียนไม่รู้เรื่อง จบลงที่...

  • ไปเรียนพิเศษ!!!





  • แล้วที่สอนพิเศษนี่มันดียังไงห๊าาาา สอนดีนักเหรอถึงได้ทำให้เด็กเรียนรู้เรื่องมากขึ้น

  • ตอบว่า สอนดีถึงดีมาก น่าสนใจถึงน่าสนใจมาก เข้าถึงเด็กมากถึงมากที่สุด รวดเร็วทันใจวัยรุ่น และที่สำคัญตอนนี้คือเด็กตั้งใจเรียนกันตอนไปติว เพราะทัศนคติของเด็กเปลี่ยนเป็น ไปโรงเรียนเพื่อหาเพื่อน ไปเรียนพิเศษเพื่อเรียนหนังสือ กันแล้ว!!!

  • จะให้พ่อแม่เสียเงินสองรอบกันทำไมคะ orz...
 

  • ที่บ่นมานานก็เพราะเริ่มทนไม่ได้กับความเครียดจากการเรียนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งช่วงวัย ต้นทุนการเรียน และจำนวน

  • เพราะตอนนี้น้องประถมก็ต้องเรียนพิเศษวันเสาร์อาทิตย์ทั้งวันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เหตุผลก็เพราะ เพื่อนๆก็เรียนกันหมดแล้ว!!!

  • ถามว่าการเรียนเมื่อได้เรียนพิเศษแล้วดีขึ้นมั้ย...ก็ต้องดีขึ้นสิคะ เหมือนเคยกินข้าวหนึ่งจาน แล้วเปลี่ยนเป็นกินข้าวสองจาน น้ำหนักก็เพิ่มเป็นธรรมดา คืออันนี้คือ logic ง่ายๆของการเรียนพิเศษขึ้นพื้นฐาน

  • แบบที่สองคือ ดีขึ้นมาก เพราะรู้ล่วงหน้าจากที่เรียนแล้ว เช่น น้องเรียน ตรีโกณมิติที่โรงเรียน (ส่วนที่เรียนพิเศษเรียนตรีโกณจบแล้ว ตอนอยู่ในห้องเลยดูฉลาดมาก) ระหว่างที่เรียนตรีโกณที่โรงเรียน ก็ไปเรียนแคลคูลัสเพิ่ม พอโรงเรียนสอนแคลคูลัสก็รู้เรื่องหมดเลย ได้ติ๊กถูกทุกข้อ เก่งมากค่ะ  

  • ที่พูดนี่ไม่ได้แอนตี้ระบบการเรียนพิเศษเลยนะคะ เพราะว่าตัวเองตอนอยู่มัธยม เรียกได้ว่าเรียนมาเกือบทุกสถาบันแล้วค่ะ และเรียนมาทุกวิธีตั้งแต่ เรียนควบคู่ เรียนก่อนเรียน เรียนติวเข้มขั้นสุดยอดอภิมหาล่วงหน้า 

  • และมันก็เป็นสัจธรรมนะคะว่า อะไรที่มากไปมันก็ไม่ดี  วันนึงนั่งเรียนอยู่ก็นึกขึ้นมาได้ว่า จริงๆแล้วเรียนไปเยอะขนาดนี้เราได้อะไร เราก็ได้นะ แต่เต็มที่รึเปล่านี่ไม่เลย ไม่เลยจริงๆ เรียนเยอะขนาดขั้นที่ต้องกินข้าวไประหว่างเรียน คำนวนเวลาการเดินทางเป็นนาทีเพื่อไปเรียนต่ออีกทีนึง กลับมาไม่มีเวลาทบทวน 

  • ว่าไปแล้วการเรียนพิเศษก็เหมือนกับที่แม่เราจับมือเราวาดรูป เราแค่รู้ว่าลากยังไง แต่ไม่ได้สัมผัส หรือเรียกว่า  IN กับมันจริงๆ พอเรียนเยอะ ก็เหมือนแต่ สักแต่ว่าไปเรียน ยัดสูตรลัดลงสมอง

  • การเรียนพิเศษแบบนี้ก็เหมือนจ่ายร้อยได้ห้าสิบ 

  • การเรียนแบบที่คิดว่าเดี๋ยวไปเรียนพิเศษก็เหมือนกัน

  • และต้องยอมรับว่าวัฒนธรรมการเรียนพิเศษทำลายกำลังใจของอาจารย์อยู่ในระดับหนึ่ง

  • ปกติแล้วคนที่อยากเป็นครูจริงๆก็มีน้อยอยู่แล้ว ทั้งจากประเด็นความก้าวหน้าในเงินเดือนและตำแหน่ง อีกทั้งยังได้รับการดูถูกจากสังคม (มีคนส่วนหนึ่งคิดว่าคนที่เรียนอาจารย์เพราะไม่ติดอย่างอื่น มีอย่างนี้จริงๆ และมีครูอีกจำนวนมากที่เลือกจะเป็นครู)

  • เด็กไม่ตั้งใจเรียน อาจารย์ไม่อยากสอน อาจารย์สอนไม่ดี เด็กไม่ตั้งใจเรียน เป็นวงจรอุบาทว์มาก

  • ถามว่าอาจารย์มีหน้าที่สอน ก็สอนสิ ...แต่บางทีมันก็เหนื่อยนะ เวลาที่ตั้งใจทำอะไรสักอย่างแล้วไม่มีใครสนใจเลย...

  • ขอจบลงด้วยการฝากน้องๆที่ยังเรียนอยู่ ว่าตั้งใจเรียนในห้องกันนะ ตั้งใจจริงๆ กลับมาทำการบ้านเองค้นหาวิธีการเอง ผิดก็ช่างมัน คะแนนมันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น เพราะวันนี้ที่ ล้ม ไปแล้ว เราได้เรียนรู้ที่จะลุกเองเป็น...

รูปทั้งหมดนำมาจาก google.com 

เรื่องทั้งหมดมาจากความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนล้วนๆ กรุณาอย่านำไปใช้ในการอ้างอิงใดๆทั้งสิ้น

หากมีข้อผิดพลาดประการใด โปรด ติและแนะ ด้วยค่ะ ขอบคุณ

 

 

edit @ 26 May 2011 14:41:05 by THEBEE

I will not, will you?

posted on 25 May 2011 10:19 by thatthebee in words
 
 
 
 
Every morning I wake up.

One hope is in my mind,

one hope that make me running down the stair.

To see you.

To talk with you.

One hope I lost every morning.

And come back each day.
 
 
 

 
Something that's gradually lost

is not my love on you.

but confidence of your love on me

It's still strong as first day,doesn't it?

or it's just fall down with distance and time...