ความรู้ vs ความคิด

posted on 29 May 2011 18:51 by thatthebee

  • มีอาจารย์ท่านหนึ่ง(ตอนม.ปลาย)เคยเล่าเรื่องน่าสนใจไว้เกี่ยวกับ "ความรู้และความคิด" 

 

 
 

  • มีเด็กชายคนหนึ่ง(อาจารย์เรียกว่าเด็กนรก) อยู่ป.5 เดินมาหาอาจารย์แล้วกล่าวอย่างไร้เดียงสา "ผมท่องตารางธาตุได้หมดเลย คุณครูที่โรงเรียนบอกว่าผมเก่งมากด้วย อาจารย์ท่องได้รึเปล่า" (จริงๆคิดว่าอาจารย์ท่องไม่ได้นะ ตอนนี้จขบ.ก็ท่องไม่ได้ 55+)

  • หลังจากนั้นอาจารย์ก็เล่าต่อถึงเด็กชายชาวออสเตรเลียอยู่ป.5(เกรด5)เช่นเดียวกัน นาซ่าได้ออกกิจกรรมเล็กๆสำหรับเด็กให้เด็กแต่ละคนเสนอว่าจะเอาสัตว์อะไรขึ้นไปบนยานอวกาศถ้าเอาไปได้ เด็กหลายๆคนส่งคำตอบเข้าไปเป็นสัตว์เลี้ยงที่ตนรัก หรือสัตว์เลี้ยงที่ตนชอบ

  • แต่เด็กชายคนนี้อยากส่งไปเป็น แมงมุม นักวิทยาศาสตร์ได้ถามเหตุผลเด็กชายคนนั้น เขากล่าวว่า
 

  • "...ธรรมชาติของแมงมุมจะต้องสร้างรัง หรือว่า หยากไย่ ถ้าเราเอามันขึ้นไปบนอวกาศ และใช้กล้องส่องเพื่อดูลักษณะการยึดกันของเส้นใยบริเวณรอยต่อ เราจะสามารถสร้างยานอวกาศที่มีรอยต่อที่แข็งแรงที่สุดได้..."

  • ถามว่า ถ้าพรุ่งนี้โลกแตก คุณจะเลือกให้เด็กคนใดมีชีวิตอยู่...?

  • เด็กที่มีความรู้เกินกว่าเด็กทั่วไปในวัยเดียวกัน หรือ เด็กอีกคนที่มีความคิดเกินกว่าเด็กทั่วไปในวัยเดียวกัน...หรือบางทีอาจมากกว่า...

  • ความรู้มีหลากหลาย มาจากหลายแหล่ง หลายสื่อ หลายรูปแบบ ความคิดก็เช่นกัน

  • อย่าจำกัดความรู้อยู่แค่ในหนังสือ และอย่ากำจัดสื่ออื่นๆที่ให้ความรู้ เพียงเพราะเราคิดว่ามันไม่ใช่แหล่งความรู้

  • เพราะว่าสังคมมันเปลี่ยนไปแล้ว และเราก็ต้องยอมรับว่าเด็กสมัยนี้ใช้ชีวิตอยู่หน้าจอสี่เหลี่ยมเยอะขึ้นเรื่อยๆ สื่อต่างๆก็เรียนรู้จากที่นี่ทั้งนั้น (หมายถึง ทีวี คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน โน้ตบุ๊ค) แม้แต่หนังสือก็จะน้อยลงเรื่อยๆ เพราะถูกเก็บอยู่ในรูปแบบของอีบุ๊คมากขึ้น

  • อันที่จริงคิดว่าวัยรุ่นอย่างเราหรือพวกปลายเจนY ต้น เจนZ คงจะเข้าใจกันดี เพราะเราได้ใช้เทคโนโลยีกันอย่างเต็มที่

  • แต่สำหรับปลายเจน x ต้น เจน y อย่างพ่อแม่ของเรานั้นมีโอกาสได้ใช้เทคโนโลยีน้อยกว่าเรา และเติบโตมาท่ามกลางสภาพสื่อที่แตกต่างไป ความเข้าใจในการเปลี่ยนแปลงสื่อ นั้นก็ไม่อาจดีเท่ารุ่นเรา

 

  • อีกอย่างที่เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจคือ พ่อแม่ของเราเห็นพ่อแม่ลำบากมาก่อน เห็นพ่อแม่เบบี้บูมเมอร์ต่อสู้ผ่านความอดอยาก แร้นแค้นจากภาวะสงครามเพื่อให้ลูกสบาย พร้อมทั้งปลูกฝังการเรียนสูงเพื่อเป็น หมอ เป็นวิศวกร หรืออาชีพอะไรก็ตามที่มีฐานะมั่นคง

 

  • พ่อแม่ของพวกเราเจนX เห็นพ่อแม่ลำบาก ก็ต้องตั้งใจเรียนหนังสือ ทำตามพ่อแม่คือ ทำมาหากิน หามรุ่งหามค่ำ เพื่อให้ลูกๆอย่างพวกเราได้สบาย งานเหนื่อยเท่าไหร่ก็ไม่เป็นไร ขอให้ลูกๆเกิดมามีกิน มีดี พร้อม พร้อมทั้งปลูกฝังความเชื่อเดียวกันในการเรียนสูงๆ เพื่อให้มีอาชีพที่มั่นคง

 

  • ก็จริงอย่างที่พ่อแม่หวัง เมื่อมีลูกๆ เจน Y อย่างเราๆ เราก็เกิดมามีเรียน มีกิน มีใช้ อยู่อย่างสุขสบาย และต้องได้เรียนสูงๆ จะได้ไม่ต้องลำบากเหมือนพ่อแม่

 

  • น่าเสียดาย...ที่เด็กรุ่นเราไม่ได้สัมผัสถึงการกัดฟันดิ้นรน จึงไม่รู้สึก (หรือรู้สึกน้อยกว่า) เพราะเกิดมาก็ มีกิน มีใช้ มีเรียน พร้อมแล้ว... ทั้งยังมีความคิดว่า การที่พ่อแม่บอกว่าให้จบมาเรียนสูงๆ มีงานทำ มันไม่เห็นจะได้สบายตรงไหนเลย ...ดูอย่างพ่อกับแม่สิ...

  • ข้อมูลอย่างข้างต้นนี้ เราสามารถหาอ่าน "ความรู้" ได้ทั่วไป ทั้งจากหนังสือ หรืออินเตอร์เน็ต แต่ "ความคิด" ที่จะสร้างสรรค์ให้ชีวิตพัฒนาไปนั้น มันอาจเป็นเรื่องที่ "ป้อน" กันได้ ยากกว่า

  • แต่แน่นอนที่ความคิดที่ดี ย่อมมาจากการได้รับความรู้ที่มีคุณภาพที่ดี ...และไม่ดี

 

  • การได้รับแต่ตัวอย่างที่ดี เป็นสิ่งที่ดี แต่อาจไม่ดีเท่ากับ การได้รับตัวอย่างความรู้ที่ดีและไม่ดีโดยผ่านการไตร่ตรองทางความคิดที่ดี เพราะในวิธีหลังจะทำให้เราสร้างความคิดที่สร้างสรรค์มากกว่า

  • เหมือนกับการกินอาหาร ถ้าหากเราไม่เคยได้กินอาหารอร่อยเลย เราก็ไม่อาจทำอาหารที่อร่อยไ้ด้ หรือถ้าเราเคยกินแต่อาหารอร่อย แต่เมื่อทำมาแล้วไม่เหมือนกับที่เคยกิน เราอาจจะคิดว่ามัน "พอกินได้" แต่จริงๆแล้วมันอาจจะ "ไม่อร่อยเลย" ก็ได้เช่นกัน

 

  • พ่อแม่ส่วนใหญ่(ในยุคปัจจุบัน) มักจะให้ลูกพบเจอแต่อาหารที่อร่อย เพราะตัวเองเคยลองชิมอาหารที่ไม่อร่อยมาแล้ว รู้ ว่ามันแย่ จึงไม่อยากให้ลูกของตัวเองได้เจอะเจอกับมัน

 

  • แต่มนุษย์ไม่เคยหลุดพ้นจากความอยากรู้อยากเห็นของตัวเอง อะไรที่ถูกห้าม ก็จะยิ่งเหมือนยุ  อะไรที่ห้ามทำ ก็ยิ่งต้องทำให้ได้  ขนมหวานสีสวยมันก็ไม่ได้แย่ไปซะหมด ...อย่างน้อยก็ในตอนที่กิน

  • ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่าเราๆ มักจะหงุดหงิดเมื่อแม่ห้ามน้องๆไม่ให้ทำนู่นทำนี่ (เพราะตอนเด็กๆเราก็อยากทำ) อยากให้น้องๆ ลองเอง รู้เอง จะได้จำ ขณะที่พ่อแม่พยายามกันให้ออกห่าง พร้อมกับบอกว่า ของเลว ไม่ต้องลองก็รู้ว่าเลว ตัวอย่างก็มีอยู่มากมาย

  • การรับความรู้ทั้งสองอย่างก็เป็นประโยชน์เหมือนกัน และ การรับความรู้ทั้งสองแบบเราก็ไม่อาจตัดสินได้ว่าแบบใดดีกว่า เพราะว่าความรู้ที่ได้มามันคงจำเป็นจะต้องขึ้นกับความคิดที่มีอยู่ ว่าจะวิเคราะห์ข้อมูลอย่างไร

  • ในวันนี้ตอนเรากำลังเติบโตและแข็งแรง อาจจะมองของหวานสีสวยน่าลิ้มลอง ไม่อร่อยก็ทิ้งไป อร่อยก็กินต่อได้ รู้ว่าไม่ดีก็กินเป็นครั้งคราวไม่เสียหาย แต่หากเป็นในวันที่สิ่งมีชีวิตตัวเล็กกำลังเติบโต เขาไม่รู้อะไรและไม่อาจต้านทานภัยใดๆได้ 

 

  • ที่สำคัญคือหากสิ่งชีวิตเล็กๆอันอ่อนแอนั้นเกิดจากเรา เราก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าเราจะตัดสินใจมอบของหวานแสนสวยให้ ทั้งๆที่รู้คุณและโทษอยู่แล้ว ได้หรือเปล่า...?

 

  • บางทีเราอาจให้เด็กน้อยป.5 นั้งอยู่ในห้องนั่งเล่นท่องตารางธาตุ มากกว่าออกไปวิ่งเล่นให้เลอะโคลนหลังฝนตกเพื่อสอดส่องมองดูใยแมงมุมจนอาจจะไม่สบายก็เป็นได้...

เอนทรีนี้มีทั้งเนื้อหาสาระและข้อคิดเห็น กรุณาอย่านำไปใช้ในการอ้างอิงใดๆทั้งสิ้น

ขอขอบคุณรูปทุกรูปจากกูเกิ้ล

ขอขอบคุณเพื่อนในทุกคนที่เข้ามาอ่าน หากมีข้อผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ และ ขอให้ ติและแนะ ขอบคุณค่ะ

เข้ามาแล้วตกใจกับคอมเม้นในบล๊อคตัวเอง =[]=

เด็กไทย...ล้มไม่เป็น

posted on 26 May 2011 13:10 by thatthebee
 
 
 
 
 
 
 
 
  • บางทีก็รู้สึกว่าพ่อแม่สอนการบ้านลูกวัยอนุบาลเยอะเกินไปจนกลายเป็นชี้แนะในทางที่ลูกจะได้คะแนนมาก เน้นผลตอบรับมากกว่าวิธีการเรียนการสอน 

  • ไม่รู้ว่ารู้รึเปล่าว่าเป็นการปลูกฝังนิสัยสักแต่ทำให้เสร็จ มีส่ง คะแนนเยี่ยม แต่ลูกไม่ได้รับรู้ถึงกระบวนการคิดเลยว่าทำไปเพื่ออะไร

  • พ่อแม่บางคนแทบจะระบายสีแทนลูก บวกเลขแทนลูก ลูกทำผิดบอกให้แก้เดี๋ยวนั้นเลย ไม่เคยมีกากบาทสีแดงจากอาจารย์ กลัวไม่ได้ห้าดาวไม่ได้คะแนนเต็ม

  • ลูกเลยไม่รู้ว่าผิดเป็นยังไง รู้สึกว่าผิดเป็นเรื่องที่ต้องไม่เกิดขึ้นกับชีวิต ไม่เคยล้มด้วยตัวเอง ไม่กล้าล้ม ไม่รู้วิธีลุก อย่าโทษใครเลย

  • คือถ้าลองไปอ่านหนังสือของกระทรวงดีๆจะพบว่าหนังสือเขียนดีมาก(อ้างอิงจากหนังสือวิทยาศาสตร์มัธยม) มีการทดลอง กระบวนการเรียนรู้อย่างเป็นขั้นเป็นตอน ทำให้เด็กสามารถ "เข้าถึง" บทเรียนได้อย่างดี

  • (น้องๆคนไหนไม่เคยเปิดหนังสือกระทรวงลองเปิดซะ ตอนเอนท์วิทยาศาสตร์พื้นฐาน อ่านกระทรวงอย่างเดียวไม่ต้องเรียนพิเศษทำได้แน่นอน)

  • ปัญหาของการศึกษาไทยในจุดนี้คือ ไม่มีเวลา

  • ที่ไม่มีเวลา อาจารย์มหาวิทยาลัยท่านหนึ่ง(และคาดว่าอาจารย์และเด็กหลายคน)เคยบอกว่าเพราะเนื้อหาในการเรียนทับซ้อนกันเกินไป เช่น ม.1 เรียนเรื่องการสังเคราะห์แสง ม.2ก็เรียนเรื่องการสังเคราะห์แสง จะเรียนสองรอบทำไม คำตอบที่เป็นความจริงคือ เด็กจำไม่ได้

  • ที่จำไม่ได้เพราะว่าเราเรียนเนื้อหากันเยอะมากกกกกก ในแต่ละรายวิชา ต่างอัดแน่น ยกตัวอย่างเช่น วิทยาศาสตร์ ม.1 เรียนเนื้อหา 3 บทในเวลา 1 เทอม คือ สี่เดือน ในสี่เดือนจัดเป็น 16 สัปดาห์ สัปดาห์ละสมมติว่า สี่คาบ คาบละ 50 นาที ตีเป็นหนึ่งชั่วโมง

  • แปลว่าเด็กน้อยเรียนวิทยาศาสตร์ทั้งหมด 16x4 = 64 ชั่วโมง โอ้ 3 บท 64 ชั่วโมง หนึ่งบทประมาณ 21 ชั่วโมงล้นเหลือ!!!

  • จริงรึเปล่า? ลองมาดูกัน...จริงเลย เพราะว่าเราสามารถเรียนด้วยเวลาเท่านี้ได้อย่างสบายๆ

  • แต่...แต่... แต่!! โรงเรียนส่วนใหญ่(ขอเน้นย้ำอีกหลายๆรอบว่าส่วนใหญ่...) แก้ไขปัญหา "เนื้อหาการเรียนน้อยไป" ด้วยการ ยัดเยียดใส่ข้อมูลรายละเอียดที่เรียกกันว่า "เข้มข้น" ลงไปให้เด็ก เนื้อหาเข้มข้นนี้ก็คือเนื้อหาเฉพาะทางม.ปลาย เป็นต้น

  • เด็กก็เลยเหมือนเรียนเนื้อหาม.ต้น ควบ ม.ปลาย พออยู่ม.ปลาย ก็เรียนเนื้อหาควบ มหาลัย(จริงๆนะจ๊ะช =;;;)

  • แต่เด็กไม่ใช่คอมพิวเตอร์นะคะ จะได้จิ้มแฟลชไดรว์ ใส่ข้อมูลแล้วประมวลผลได้เลย พอความเข้าใจยังไม่แน่น ไปเรียนการประยุกต์ใช้ ระบบก็รวนสิคะ... เออเร่อ 

  • ไม่เข้าใจ ทำไม่ได้ เรียนไม่รู้เรื่อง จบลงที่...

  • ไปเรียนพิเศษ!!!





  • แล้วที่สอนพิเศษนี่มันดียังไงห๊าาาา สอนดีนักเหรอถึงได้ทำให้เด็กเรียนรู้เรื่องมากขึ้น

  • ตอบว่า สอนดีถึงดีมาก น่าสนใจถึงน่าสนใจมาก เข้าถึงเด็กมากถึงมากที่สุด รวดเร็วทันใจวัยรุ่น และที่สำคัญตอนนี้คือเด็กตั้งใจเรียนกันตอนไปติว เพราะทัศนคติของเด็กเปลี่ยนเป็น ไปโรงเรียนเพื่อหาเพื่อน ไปเรียนพิเศษเพื่อเรียนหนังสือ กันแล้ว!!!

  • จะให้พ่อแม่เสียเงินสองรอบกันทำไมคะ orz...
 

  • ที่บ่นมานานก็เพราะเริ่มทนไม่ได้กับความเครียดจากการเรียนที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งช่วงวัย ต้นทุนการเรียน และจำนวน

  • เพราะตอนนี้น้องประถมก็ต้องเรียนพิเศษวันเสาร์อาทิตย์ทั้งวันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย เหตุผลก็เพราะ เพื่อนๆก็เรียนกันหมดแล้ว!!!

  • ถามว่าการเรียนเมื่อได้เรียนพิเศษแล้วดีขึ้นมั้ย...ก็ต้องดีขึ้นสิคะ เหมือนเคยกินข้าวหนึ่งจาน แล้วเปลี่ยนเป็นกินข้าวสองจาน น้ำหนักก็เพิ่มเป็นธรรมดา คืออันนี้คือ logic ง่ายๆของการเรียนพิเศษขึ้นพื้นฐาน

  • แบบที่สองคือ ดีขึ้นมาก เพราะรู้ล่วงหน้าจากที่เรียนแล้ว เช่น น้องเรียน ตรีโกณมิติที่โรงเรียน (ส่วนที่เรียนพิเศษเรียนตรีโกณจบแล้ว ตอนอยู่ในห้องเลยดูฉลาดมาก) ระหว่างที่เรียนตรีโกณที่โรงเรียน ก็ไปเรียนแคลคูลัสเพิ่ม พอโรงเรียนสอนแคลคูลัสก็รู้เรื่องหมดเลย ได้ติ๊กถูกทุกข้อ เก่งมากค่ะ  

  • ที่พูดนี่ไม่ได้แอนตี้ระบบการเรียนพิเศษเลยนะคะ เพราะว่าตัวเองตอนอยู่มัธยม เรียกได้ว่าเรียนมาเกือบทุกสถาบันแล้วค่ะ และเรียนมาทุกวิธีตั้งแต่ เรียนควบคู่ เรียนก่อนเรียน เรียนติวเข้มขั้นสุดยอดอภิมหาล่วงหน้า 

  • และมันก็เป็นสัจธรรมนะคะว่า อะไรที่มากไปมันก็ไม่ดี  วันนึงนั่งเรียนอยู่ก็นึกขึ้นมาได้ว่า จริงๆแล้วเรียนไปเยอะขนาดนี้เราได้อะไร เราก็ได้นะ แต่เต็มที่รึเปล่านี่ไม่เลย ไม่เลยจริงๆ เรียนเยอะขนาดขั้นที่ต้องกินข้าวไประหว่างเรียน คำนวนเวลาการเดินทางเป็นนาทีเพื่อไปเรียนต่ออีกทีนึง กลับมาไม่มีเวลาทบทวน 

  • ว่าไปแล้วการเรียนพิเศษก็เหมือนกับที่แม่เราจับมือเราวาดรูป เราแค่รู้ว่าลากยังไง แต่ไม่ได้สัมผัส หรือเรียกว่า  IN กับมันจริงๆ พอเรียนเยอะ ก็เหมือนแต่ สักแต่ว่าไปเรียน ยัดสูตรลัดลงสมอง

  • การเรียนพิเศษแบบนี้ก็เหมือนจ่ายร้อยได้ห้าสิบ 

  • การเรียนแบบที่คิดว่าเดี๋ยวไปเรียนพิเศษก็เหมือนกัน

  • และต้องยอมรับว่าวัฒนธรรมการเรียนพิเศษทำลายกำลังใจของอาจารย์อยู่ในระดับหนึ่ง

  • ปกติแล้วคนที่อยากเป็นครูจริงๆก็มีน้อยอยู่แล้ว ทั้งจากประเด็นความก้าวหน้าในเงินเดือนและตำแหน่ง อีกทั้งยังได้รับการดูถูกจากสังคม (มีคนส่วนหนึ่งคิดว่าคนที่เรียนอาจารย์เพราะไม่ติดอย่างอื่น มีอย่างนี้จริงๆ และมีครูอีกจำนวนมากที่เลือกจะเป็นครู)

  • เด็กไม่ตั้งใจเรียน อาจารย์ไม่อยากสอน อาจารย์สอนไม่ดี เด็กไม่ตั้งใจเรียน เป็นวงจรอุบาทว์มาก

  • ถามว่าอาจารย์มีหน้าที่สอน ก็สอนสิ ...แต่บางทีมันก็เหนื่อยนะ เวลาที่ตั้งใจทำอะไรสักอย่างแล้วไม่มีใครสนใจเลย...

  • ขอจบลงด้วยการฝากน้องๆที่ยังเรียนอยู่ ว่าตั้งใจเรียนในห้องกันนะ ตั้งใจจริงๆ กลับมาทำการบ้านเองค้นหาวิธีการเอง ผิดก็ช่างมัน คะแนนมันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น เพราะวันนี้ที่ ล้ม ไปแล้ว เราได้เรียนรู้ที่จะลุกเองเป็น...

รูปทั้งหมดนำมาจาก google.com 

เรื่องทั้งหมดมาจากความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนล้วนๆ กรุณาอย่านำไปใช้ในการอ้างอิงใดๆทั้งสิ้น

หากมีข้อผิดพลาดประการใด โปรด ติและแนะ ด้วยค่ะ ขอบคุณ

 

 

edit @ 26 May 2011 14:41:05 by THEBEE

I will not, will you?

posted on 25 May 2011 10:19 by thatthebee  in words
 
 
 
 
Every morning I wake up.

One hope is in my mind,

one hope that make me running down the stair.

To see you.

To talk with you.

One hope I lost every morning.

And come back each day.
 
 
 

 
Something that's gradually lost

is not my love on you.

but confidence of your love on me

It's still strong as first day,doesn't it?

or it's just fall down with distance and time...
 
 
 
 
 

005Rabbit-The moon

posted on 02 May 2011 11:17 by thatthebee  in rabbit
      
 
 
 
 
 
 
 
 
เปิดเพลง The Moon- The Swell Season ไป อ่านบล๊อกไป เพื่ออรรถรสค่ะ :)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
I'm seeing pale yellow in the circle.
It's so beautiful.
I'm thinking in my mind, keep thinking again and again.
it's that thing or there's just a big hole in the black plane...
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
Oh, well, pale yellow circle.
You're so beautiful.
Are you just pale yellow circle
or you are more than this...?
Beautiful. You're beautiful pale yellow circle 
I'll never leave my eyes from you :)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
My beautiful pale yellow circle,
Somebody told me you're called 'the moon'
why is this name?
It's so hillalious.
Like you are far.

The moon, somebody also told me you're not a circle.
You're sphere.
Is that true?
And you're turn around in the same speed as the world I'm in now
I'm confused
I never feel I turn around anywhere
and I never see you turn anywhere.
I always see my princess there, another rabbit.
Yes, she's my princess.
 
And I just sit here. see you warmly shine at me.
at only me.
 
But somebody knows your secrets.
lots of secrets more than I ever know about you.
Do you lie to me the moon? 
I'm sad.
:(
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
The moon, are you actually not pale yellow circle? or beautiful?
You're just red soil and dry.
You're a liar. Big liar.
I think you're beautiful.
And you never even have a light.
That's from something people called the sun.
 I hate him.
And you're beautiful because of him.
Why you're beautiful because of something I hate?
Oh, I forgot you're not beautiful, big liar.
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
The moon,well, Earth's natural satellite.
you're ...Uhmmm
I never know you're far.
(And that somebody are right, you're really far.)
 
 
But don't worry.
You don't have another rabbit like I thought anyway.
Being at your planet does not even exists.
The Rabbit I see is just a broken land,right?
She's not my princess.
there's not even exists.
 
So,
Good bye.

 
Regards,
Wide-awake rabbit.
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 

edit @ 2 May 2011 19:27:17 by THEBEE

 
 
 
 
 
 
 
คนเราจะรักกันได้นานแค่ไหน มันขึ้นอยู่ว่าเรารักกันแบบไหน
 
 
 
 
 
 
 
ฉันไม่เคยคิดว่าความรักเป็นสิ่งสำคัญในชีวิต
พูดให้ถูก ฉันไม่เคยคิดว่า
ฉันจะผูกพันกับความรักมากขนาดนี้
 
 
 
 
 
รักแรกพบ.
 

ความรักครั้งแรกที่ประทับใจ มองเห็น เร้าใจ
ครั้งแรกนั้น...คงเป็นความรักที่ยากจะลืมเลือน
แค่เห็น แค่มอง ก็อยากจะเข้าไปรู้จัก
สัมผัสทางตา ปลุกสัมผัสทางใจให้ลุกขึ้นพบ
สิ่งที่ไม่เคย "พบ" มานาน
 
 
คนบางคนรู้จักกันมานาน
แต่การ "รู้จัก" กันนั้น อาจจะไม่ได้ทำให้เรา
มองเห็นคนคนนั้น อย่างที่เราได้เห็น เมื่อเกิด รัก
 
 
คงเป็นภาพของเศษหนึ่งส่วนร้อยของวินาทีหลังม่านชัตเตอร์นั้น
เมื่อนิ้วออกแรงสัมผัสมากขึ้น
เราอาจต้องชะงักสายตาอยู่หลัง viewfinder
แม้สิ่งมีชีวิตข้างหน้านั้นจะเคลื่อนไหวไปแล้ว
ภาพที่อยู่ในมโนทัศน์ของเรายังคงเป็น
ภาพของเศษหนึ่งส่วนร้อยของวินาทีหลังม่านชัตเตอร์นั้น
อยู่นั่นเอง 
 
...
 
 
 
 
 
 
รักไม่จืดจาง
 

ไม่น่าแปลก, คนรักเมื่อมีรัก
ย่อมต้องการความไม่เปลี่ยนแปลง
จากคู่รักของตน
ใช่แล้ว รักของเรา
มันน่ารัก...อยู่ในความทรงจำ
และในความทรงจำ
รักไม่มีวันตาย...
 
 
และคงเป็นในส่วนเดียวกันนี้กับรักไม่มีวันตาย
ที่เดียวกันนี้ที่ใครๆก็กล่าวว่า "ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีทุกข์"
เพราะเมื่อความรักบังเกิดขึ้น มันชื่นบาน
(แบบภาพของเศษหนึ่งส่วนร้อยของวินาทีหลังม่านชัตเตอร์นั้น)
และเมื่อความรักจำเป็นต้องดำเนินไปตามการเวลา
เชื่อว่า เรา ,ทุกคน, คงสงสัยว่ารักนั้น
จะเปลี่ยนแปลงไปหรือเปล่า
ณ จุดนี้
เรา ,ทุกคน, ได้คาดหวังแล้ว
 
 
 
...
 
 
 
ในความสดใสของฤดูร้อน
ก็ย่อมมีความร้อนแรงแห่งแสงแดด
 
 
 
รักไม่จืดจาง
คงไม่มีได้มีความหมายแห่งการคงเดิม
เพราะเวลาที่เปลี่ยน
ความรัก ก็คง ,ต้อง, เปลี่ยน
 
 
 
รักของเพื่อน
รักของแฟน
รักของพ่อแม่
วันหนึ่ง ก็เปลี่ยน
 
 
 
เพื่อนคนนั้นที่สนิทกันมาตั้งแต่มอหนึ่ง
วันนี้ เขาอาจจำเป็นต้อง เดินตามทางของเขา
 
 
แฟนของเราที่คบกันมาเจ็ดปี
วันนี้ เขาบอกว่า เราเปลี่ยนไป
 
 
พ่อแม่ที่รักเราตามใจเราทุกอย่าง
วันนี้ เขาคาดหวังให้เราเข้าคณะที่เราไม่ชอบ
 
 
 
เป็นความผิดของเขาหรือที่เขาจะเดินไปตามทางของเขา
แล้วเป็นความผิดของเราหรือที่เราเปลี่ยนไป
แล้วเป็นความผิดของเขาหรือที่เราจะคาดหวังบางสิ่งกับเรา
เพราะเราก็คาดหวังบางสิ่งกับทุกคนเหมือนกัน...
 
 
 
 
 
รักยิ่งยืนยาวนาน...
 
 
มันคงจะไม่จำเป็นอีกแล้ว
ที่จะต้องบังคับทุกสิ่งรอบกายและในกาย
ให้เคลื่อนคล้อยไปตามภาษาแห่งรัก
อาจจะเป็นการที่ปล่อยให้ทุกสิ่ง
รอบกายและในกาย
เป็นไปตามภาษาแห่งรักที่ควรจะเป็น
 
 
 
รักนี้เราไม่ได้ อิ่มเอิบ กับรัก
รักนี้เราไม่ได้กระหาย โหยหา จากรัก
รักนี้เราจะค่อยๆละเอียดชิม ละเลียดป้อน ละเลียดอยู่ กับรัก
 
 
 
ความรักยิ่งใหญ่
เขาได้กล่าวว่าเป็นความรักที่เรามีให้โลกของเรา
รักที่เราจะเสียสละเพื่อส่วนรวม
รักที่เรามองเห็นอะไรที่เปลี่ยนแปลงไป
และรู้ว่ามันเปลี่ยนแปลงไป
และเราก็รักในความเปลี่ยนแปลงไปอย่างนี้...
 
 
 
 
I love = I care, I responsible, I respect and I know.
 
 
 
 
 
 
การจบเรื่องราวของความรัก อาจไม่สำคัญว่ามันจะจบลงเมื่อใด กับใคร ที่ไหน
แต่อาจเป็นว่าความรักมันจะจบลงอย่างไร...
ฉันคิดเสมอว่า ทุกๆสิ่งที่จบลง มันก็ผลให้เราเริ่มต้นใหม่
และมันคงไม่สำคัญว่ามันจะเริ่มต้นเมื่อใด กับใคร ที่ไหน
แต่อาจเป็นว่าความรักมันจะเริ่มต้นขึ้นอย่างไร...
แล้วเรากำลังมีความรักแบบไหน...?
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ขอขอบคุณแรงบันดาลใจหนังสือของอาจารย์ทิพย์สุดา ปทุมานนท์ "จิตวิทยาสถาปัตย์"