diary

HBD to me : Bestie Gift

posted on 07 Nov 2009 10:10 by thatthebee in diary

 
 
3 พ.ย. 2552
 
ระหว่างที่เรียนคาบเลคเชอร์ที่แสนจะเบื่อหน่าย แต่ทุกคนในห้องกำลังวิกฤตกับการนั่งตัดโมเดล (เข้าใจกันไหม? อารมณ์ประมาณว่า หูฟังเลคเชอร์ มือตัดโมเดลงานสตู มนุษย์ร้อยละแปดสิบในห้องเป็นอย่างนี้กันหมด) เสียงเข้าเมสเสจก็ดังขึ้น เพื่อนคนหนึ่งส่งมาว่า "ใกล้จะถึงวันเกิดแล้ว อยากได้อะไรรึเปล่า" ในเวลานั้น สิ่งแรกและสิ่งเดียวที่แวบเข้ามาในหัวคือ เวลา
 
ด้วยความที่เรียนถาปัตย์ สิ่งที่สำคัญที่สุดในการเรียตอนนี้คือเรื่องของเวลา
1. คุณต้องมีระบบจัดการเวลาอย่างดีเยี่ยม เพื่อที่จะทำงานยให้ "ทันส่ง" (แค่ทันส่งนะ ไม่ได้ดูคุณภาพงาน) นี่ไม่นับถ้าคุณมีภารกิจอื่นๆที่ต้องทำ
2.คุณต้องส่งงานให้ทัน เรื่องนี้เป็นความฉิบหายของเด็กถาปัตย์มากที่ส่งงานไม่ทัน ในกรณีนี้หมายความว่าคุณจะเอฟงานนั้นทันที
 
เพราะฉะนั้นก็ไม่แปลกที่ของขวัญล้ำค่าที่สุดถ้าหากเป็นไปได้ในเวลานั้นคือเวลา (คิดสภาพอีกสองชั่วโมงส่งโมเดลห้อง ขนาด 30*30*30 เซ็น แต่ยังไม่มีแม้แต่ผนัง แถมยังเป็นเด็กดีเข้าเรียนเลคเชอร์แล้วอนาถใจตัวเอง) 
 
แต่วูบต่อมาก็รู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้(ก็แน่สิ) และอารมณ์ของความคิดก็จบลงตรงนั้นก่อนเริ่มเปิดเครื่องตัดโมเดลต่อไป
 
 
 
4 พ.ย. 2552
 
ส่งโมเดลแบบกากๆไปแล้ว เหนื่อยมากถึงมากที่สุด แต่วันนี้มีงานที่หนักกว่ารออยู่
 
นั่นคือ
 
นั่นคือ
 
นั่นคือ!!
 
การหล่อเรซิ่น 
 
แม่เจ้า เกิดมาในชีวิตยังไม่เคยได้เห็นเลย จะให้หล่อซะแล้ว แต่ทำไงได้ อยากได้คะแนนก็ต้องทำ
ที่จริงงานนี้เราเริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ (วันนี้วันพุธ) ทำไปแล้ว รับฝีมือตัวเองไม่ได้ ทิ้งลวดที่ดัดขึ้นโครงเรียบร้อย และดัดใหม่ภายในหนึ่งคืน ก่อนพบว่า คำนวนผิด ! ฉิบหายอีกแล้ว โครงลวดสวยงามที่ดัดมาทั้งคืน แม่งกลายเป็นตะกร้าถูกรถทับ
แต่เอาเหอะ... ณ จุดๆนี้
 
เนื่องจากมีวิชาเลือกตอนบ่ายและเป็นคนดี จึงเข้าเรียนตามปกติ (ไม่วาย ในมือมีลวดที่ยังดัดไม่เสร็จ หึหึ ตลอดเว) กับเพื่อนคนนั้น(ที่กำลังช่วยดัดให้ตะกร้าถูกรถทับเป็นตะกร้าปกติ) และเพื่อนถาปัตย์อีกคน (ที่กำลังดัดลวดเป็นเพื่อน หึหึ)
 
พอเลิกเรียนก็ลากกันไปหน้าอักษรเพื่อหล่อเรซิ่น หลายคนคงงงว่าทำไมไม่หล่อที่ถาปัตย์วะ
เพราะว่าเค้าไม่ให้หล่อในคณะน่ะสิ หึหึ
เพราะเค้ากลัวท่อคณะตันน่ะสิ หึหึ
เลยมาหล่อที่อักษรน่ะสิ หึหึ
เลวมั้ยล่ะ หึหึหึหึ
 
เพื่อนคนที่ไม่ได้อยู่ถาปัตย์คนนั้นก็มาช่วยด้ว
ย เพราะคิดว่าการหล่อเรซิ่นใช้เวลาแปบเดียวให้มันเซ็ทตัว (ที่จริงเราก็คิดอย่างนั้น)
เพื่อนเริ่มหล่อกันไปทีละคนๆ ถึงตาเราบ้าง ก็เทๆ
 
อืม ดูดีขึ้นนะเนี่ยยย
 
ดูดีๆๆ
 
ดูดี...
 
 
เฮ้ยยย กล่องรั่ว!!
 
ชิบหายยย 
 
รั่วเยอะด้วยสิ ฉห. มากๆๆๆ
เอาล่ะ ตัดสินใจขั้นเด็ดขาด ยกกล่องติดแลกซีนใหม่
 
พรวด!! เรซินกระจายยยยยยยยยยยย
 
 
ด้วยความที่เริ่มหนืดมันจึงไม่ไหลไปไหนเยอะ ก็เอาพีวีซีมาลองไปก่อน ก่อนจะเททั้งหมดกลับไปที่ขวดเหมือนเดิม รวมทั้งที่อยู่บนโต๊ะด้วย  
 
ช่วยกันกวาดกับเพื่อนคนนั้น ที่ไม่ได้อยู่ถาปัตย์ (ซวยโคตรๆที่มาช่วย (ฮา) มือนี่หนึบไปหมด แล้วมันก็เริ่มคิดได้ว่า "นี่ฉันอุตส่าห์ไม่ไปสอบถาปัตย์ แม่งเป็นเวรเป็นกรรมอะไรยังต้องมาทำงานถาปัตย์ด้วยวะ แต่ก็ยังดี ฉันไม่ต้องเจอแบบนี้ไปตลอดชีวิต" /ประโยคสุดท้ายแทงใจดำมากก) มือหนึบๆนั้นเมื่อโดนน้ำ เพราะคิดว่าจะล้างออก มันกลับเริ่มแข็งตัวกลายเป็นลักษณะของแป้งเหนียวเหนียวที่หนึบกว่าเดิม! ดีมากเลย จับอะไรก็หนึบ หยิบที่ชู่มาเช็ด ทิชชู่ก็ติดมือ จับส้อมจะกินยำมาม่า ส้อมก็ติดมือมาด้วย หยิบอะไรไม่ได้สักอย่าง 
 
แต่ความโหดร้ายไม่ได้อยู่ตรงนั้น!! เรซินมันหายไปเกือบ 1/5 ปกติก็จะไม่พออยู่แล้ว นี่ยังหกไปอีก ทำไงดีวะ!!
 
เพื่อนที่อยู่คณะอื่นที่ไม่ใช่ถาปัตย์(คนนั้น)บอกว่า 'Don't Panic Don't Panic  (ใครไม่เข้าใจ นี่เป็นประโยคอมตะของเรื่อง Shopaholic ที่จขบ และเพื่อนคนนั้นชอบมาก) ณ จุดๆนั้นก็ยังอยากจะหัวเราะออกมาให้ได้ ที่จริงก็ไม่ได้แพนิคอะไร แค่หงุดหงิดสะสมจนเข้าใกล้เส้นวิกฤต มันหลายเรื่องเหลือเกินอีเรซิ่นและฐานรากนี่ 
 
สุดท้ายก็เก็บกระเป๋า เพื่อนคนนั้นกลับบ้านไปก่อนพร้อมด้วยมือที่ยังเลอะเรซินเพราะไม่สามารถล้างออกได้ด้วยน้ำเปล่า ส่วนเพื่อนคนอื่นๆก็กำลังแยกย้ายกันทำหน้าที่ของตน เช่น ช่วยไปซื้อแอลกอฮอล์มาล้างเรซิ่นออกจากชีวิต นั่งดูเรซิ่นตัวเองแล้วภาวนาให้มันแข็งในเร็วนาที ไม่ก็แปะแลคซีนเพิ่มเมื่ออีเวรเรซินนั่นไหลออกมา เดินไปพารากอนเพื่อซื้อเรซิ่นเพิ่ม แต่หลังจากดูราคาแล้ว รู้สึกว่าได้ด๊อกดีกว่า ก็เลยกลับไปเสี่ยงด๊อกที่บ้าน คราวนี้ติดแล๊คซีนเป็นมัมมี่ ถ้าเรซิ่นมันทะลักไหลได้ มันคงจะเป็นเรซิ่นมหัศจรรย์ (อ้อ ใส่ตัวเร่งเพิ่มด้วย)  
 
แล้วก็นั่งเปลี่ยวกินชาเขียวโออิชิอยู่หน้าบ้านคิดถึงเรื่องวันเกิดพรุ่งนี้ (ที่ยังต้องสู้รบกับกากรตัดโมเดลแบบร่างครั้งที่สอง) และเรื่องต่างๆมากมาย
 
เออ... สองวันมานี่ สงสัยคงจะได้ของขวัญวันเกิดล่วงหน้าแล้วล่ะ
แล้วยังได้สิ่งที่ต้องการด้วย...
เวลา
เวลาที่โหยหามาตลอดตั้งแต่เข้าคณะ
เวลาที่ไม่ค่อยเหลือให้ใครหรืออะไร แม้แต่ชีวิตตัวเอง ครอบครัว เพื่อน
เวลาที่ไม่มีสำหรับความคิดฟุ้งซ่านหรือแม้แต่ความเหนื่อย
 
ในที่สุดก็ได้เวลามา 
ที่ถึงแม้มันจะไม่ได้ช่วยให้ทำงานสบายขึ้น
แต่เวลาที่ได้ทำงานกับเพื่อน ได้ช่วยกัน มันก็...มีความสุขขึ้นนะ
ไอเรซิ่นที่ตาลีตาเหลือกทำ สุดท้่ายก็แค่นั่งนิ่งๆรอเวลา 
ไอคำว่าเป็นไปไม่ได้ สุดท้ายก็เป็นไปได้
ไอเวลาที่ไม่ค่อยมี ถึงตอนนี้ยังไม่ค่อยมี แต่ก็ได้ใช้ทุกนาทีอย่างมีความสุข
ก็ไม่เห็นจะต้องการเวลาให้มากมาย 
 
 
 
5 พ.ย. 2552
 
Happy Birth day to me
 
 
 
 
 
 
ไว้อาลัยแด่โต๊ะอักษร
ไว้อาลัยแด่มือถือทุกเครื่องที่โดนเรซิน และ แมคบุ๊คโปรของแกด้วยนะ
ขอบคุณชีวิตสิบเก้าปีและทุกๆคน ทุกๆสิ่งที่ผ่านเข้ามาในชีวิต 
ขอบคุณการ "ไม่มีเวลา" ที่ทำให้รู้ค่าของ "เวลา"
 
 
 

[RL] Recently Life

posted on 24 Jul 2009 13:03 by thatthebee in diary

 

 

ชีวิตช่วงนี้มีศัพท์น่าสนใจที่สามารถนิยามได้คือ "เคว้ง"

ไม่อยากจะเชื่อว่าเคว้งได้มากขนาดนี้

อาจเป็นเพราะสังคมใหม่ๆ

อาจเป็นเพราะการเรียนใหม่ๆ

อาจเป็นเพราะเพื่อนใหม่ๆ

อาจเป็นเพราะพี่ใหม่ๆ

หรืออาจเป็นเพราะ ยังติดอยู่กับอะไร เก่าๆ

 

ย้อนกลับไปเมื่อสองเดือนก่อน

สารภาพกับตัวเองในที่นี้ว่าไม่ได้รู้สึกเสียใจหรือใจหายกับการ "จบแล้ว"

ไม่ได้รู้สึกว่าต่อไปนี้จะไม่มีห้องเรียนเล็กๆ กับเพื่อนร่วมห้อง

ไม่ได้รู้สึกว่าต่อไปนี้จะไม่มี"พักระหว่างคาบ" "เซอร์ไพรซ์วันเกิดอาจารย์" หรือ "ถ่ายคลิปตอนเรียน"

แต่วันนึงพอประกาศผลสอบ เราก็มีแต่ความดีใจ

จนกระทั่งเมื่อความดีใจเหือดหาย (ใช้เวลาไม่เยอะหรอกเพราะบางทีมันก็รู้สึกว่า เออ มันก็แค่นั้น เชื่อสิ มันเป็นอย่างนั้นตลอดแหละ) ก็เริ่มรู้สึกว่าบางสิ่งสูญหาย ช่วงเวลามัธยมปลายมันไม่อีกแล้วนะ กระดานดำไว้เขียนเล่นก็ไม่มีอีกแล้ว

 

แต่อย่างนั้นก็เหอะ

มันไม่มีเวลานั่งเสียใจมากนักหรอก เพราะเวลาต่อไป(ที่สำคัญและสำคัญมากๆ)คือการรับน้อง

คณะอย่างเราๆก็เริ่มรับน้องกันตั้งแต่ยังไม่ประกาศผลสัมภาษณ์ด้วยซ้ำ(ที่จริงเริ่มรับน้องวันแรกคือวันสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย ถ้าใครยังจำได้) และเป็นเรื่องน่าลำบากใจอย่างหนึ่งของการรับน้องคือเวลาที่ผู้ปกครองถามว่า

"รับน้องทำอะไร?"

เพราะที่จริงเราก็ไม่ค่อยได้ทำอะไรเลย นอกจาก ทำความรู้จักเพื่อนๆ ร้องเพลง และ วิ่ง แต่ก็นั่นแหละ นั่นแหละคือสิ่งที่เราต้องการ :)

สารภาพ(อีกเรื่องละกัน) ว่าเราไม่ได้ไปรับน้องทุกวันหรอกนะ =\ ไปบ่อยเท่าที่จะเป็นไปได้ บ่อยเท่าที่ที่บ้านจะให้ไปได้ บ่อยเท่าที่สังขารจะเป็นไปได้

และเมื่อผ่านช่วงเวลาของการปิดเทอมไป

รับน้องสอนให้เรารู้จักเพื่อน

รับน้องสอนให้เรารู้จักพี่

รับน้องสอนให้เรารู้จักคณะ

รับน้องสอนให้เรารู้จักตัวเอง

และที่สำคัญรับน้องสอนให้เราเต็มที่กับทุกๆคนข้างบนนั้น :)

 

เมื่อเปิดเทอมขึ้นมา

นอกจากกิจกรรมแล้ว เรายังต้องมีการเรียนที่ต้องกังวลเพิ่มขนอีก

แต่โดยปกติแล้ว เราจะกังวลกับอย่างแรกมากกว่า อยู่ดี 55+

สังเกตจากการมี ___ day แต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็น อาร์ทเดย์ จ่าแพะเดย์ แฟนซีทรีเนียร์เดย์ และไม่ว่าอะไรก็ตาม "น้องใหม่" ก็มักจะกระตือรือร้น ยังกว่าการกับไปดราฟโดมนรกด้วยตัวเองเสียอีก ฮ่าฮ่าฮ่า /หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง (แล้วกูก็โดนรีเกรด TT)

และนอกจากการวิ่ง* และ รับน้องแต่ละวันแล้ว

เรายังมีเข้าห้องเชียร์จันทร์ พุธ ศุกร์ ซึ่งเป็นเหตุผลที่พี่ปีสามเห็นโอกาสให้เราเข้าห้องซาวน่าแบบ"รวม" และใช้พื้นที่ให้เป็นประโยชน์โดยการ"ยืน" นอกจากนั้นเพื่อเป็นการออกกำลังกายโดยไม่ต้องขยับเนื้อขยับตัวมากนักจึงต้องมีการ "แหกปาก" (เป็นขั้นกว่าของ"ร้อง" ขั้นสูงสุดคือ "เต็มที่") กันบ้าง  (ออกจากห้องจะมีชายบางคนทำการ-ดราฟไฟ-ตัวเอง ราวกับไปยืนกลางสายฝนมา 55+)

เรายังมีการเล่นรักบี้ *ซึ่งเป็นกีฬาประจำคณะ* (ซึ่งข้าพเจ้าไม่เคยได้เล่นเลย -*- เห็นแล้วอยากวิ่ง อยากล้มบนโคลนบ้าง TT ) ในช่วง สองทุ่มเป็นต้นไป

 

เป็นอันว่า เป็นอันว่า...

เราอาจใช้เวลาอยู่ที่คณะเกือบ 16 ชั่วโมงต่อวัน

ได้คุยกับเพื่อน 16 ชั่วโมงต่อวัน

ได้ทำงาน อดกิน(เข้าห้องเชียร์) อดนอน(ทำงาน) บางทีก็อดเกรด กันไปตามๆกัน (แต่การรีเกรดนี่มีเป็นเรื่องปกติ (ฮา))

 

ผ่านมาแล้วเป็นเวลาสองเดือน...

ในที่สุดเราก็ได้เต้น ทอมทอม

ในที่สุดเราก็ผ่านศิลป์จุ่ม

ในที่สุดเราก็ได้รับจามจุรี(และก้อนดิน)ร่วงหล่น

ในที่สุดเราก็มีสตูเป็นของเรา

สตูของเรา STU 77

 

 

 

 

แต่เราก็ยังเคว้ง...

 

 

 

 

 

edit @ 24 Jul 2009 18:52:03 by THEBEE

     

2007-05-23 14:51:14

เพราะความห่างไกล

ทำให้เรา

คิดถึงกัน

 

 

เรื่องราวทั้งหมดข้างบนนี้ มาจากไดอารีออนไลน์เก่าที่เก็บความทรงจำดีๆมากมาย เราอยากจะนำมันมาเล่าใหม่ด้วยบทความข้างล่าง ในมุมมองที่โตขึ้นของตัวเราเอง บางบทที่ได้เขียนทำให้เราหัวเราะ บางบทก็เกือบจะทำให้ร้องไห้ หลายๆบทเมื่ออ่านไปก็ได้แต่รู้สึกสมเพชตัวเอง แต่ทุกๆบทก็เป็นวูบหนึ่งของเรา และเป็นงานเขียนของเรา ดังนั้น โปรดใช้วิจารณญานในการอ่านและกรุณาเคารพสิทธิของบุคคลอื่นเท่าๆที่คุณเรียกร้องสิทธิของตนเองด้วย

 

วันที่มิ้นท์จะไปฮังการี ขอบคุณที่โทรกลับ : ) คิดถึงเสมอ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2006-10-01 13:41:12

เมื่อฉันโตขึ้นฉันก็ได้เรียนรู้ว่าฉันทำผิด

เมื่อฉันโตกว่านั้นฉันก็เรียนรู้ที่จะแก้ไขมัน

เมื่อฉันโตกว่าเดิมฉันก็รู้ว่ามันสายไปเสียแล้ว

 

เรื่องราวทั้งหมดข้างบนนี้ มาจากไดอารีออนไลน์เก่าที่เก็บความทรงจำดีๆมากมาย เราอยากจะนำมันมาเล่าใหม่ด้วยบทความข้างล่าง ในมุมมองที่โตขึ้นของตัวเราเอง บางบทที่ได้เขียนทำให้เราหัวเราะ บางบทก็เกือบจะทำให้ร้องไห้ หลายๆบทเมื่ออ่านไปก็ได้แต่รู้สึกสมเพชตัวเอง แต่ทุกๆบทก็เป็นวูบหนึ่งของเรา และเป็นงานเขียนของเรา ดังนั้น โปรดใช้วิจารณญานในการอ่านและกรุณาเคารพสิทธิของบุคคลอื่นเท่าๆที่คุณเรียกร้องสิทธิของตนเองด้วย

 

            สายไป--ไม่มี

            ทำผิด--ไม่มี

            มีแต่ ไปอีกทาง.

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

2006-03-13 19:24:59

แต่วันนี้...

มันก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้ว

ว่าเวลา...

ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เราลืมกัน

เพราะความผูกพันธ์

มันมีมากจนกระทั่ง

แม้แต่ เวลา

ก็ยังไม่สามารถทำให้เรา ลืม กันได้เลย

 

 

เรื่องราวทั้งหมดข้างบนนี้ มาจากไดอารีออนไลน์เก่าที่เก็บความทรงจำดีๆมากมาย เราอยากจะนำมันมาเล่าใหม่ด้วยบทความข้างล่าง ในมุมมองที่โตขึ้นของตัวเราเอง บางบทที่ได้เขียนทำให้เราหัวเราะ บางบทก็เกือบจะทำให้ร้องไห้ หลายๆบทเมื่ออ่านไปก็ได้แต่รู้สึกสมเพชตัวเอง แต่ทุกๆบทก็เป็นวูบหนึ่งของเรา และเป็นงานเขียนของเรา ดังนั้น โปรดใช้วิจารณญานในการอ่านและกรุณาเคารพสิทธิของบุคคลอื่นเท่าๆที่คุณเรียกร้องสิทธิของตนเองด้วย

 

 

          โอ้ว อันนี้จำได้ ไปมีตติ้งกับเพื่อนๆยูซีอีที่ไปนิวด้วยกัน ตอนแรกแอบหวั่นๆ จะล่มรึเปล่าว้า จะคุยกันรู้เรื่องมั้ย แต่พอไปจริงๆแล้ว เราก็ยังคงสามารถฮากับมุข "แล้วมันเกี่ยวอะไรกับการเลี้ยงเป็ด" กันได้อยู่ ยังคงพูดถึง นาธาน พี่แมธ และสาวNZer กันได้อย่างสนุกสนาน ขอบคุณที่ไม่ลืมกันนะ =]

 

 

และหวังว่าทฤษฎีนี้คงไม่ผิดเพ้ยนไป...หรอกนะ